joonk's profileSiriPauLa . . . JooNKPhotosBlogGuestbookMore ![]() | Help |
|
June 29 Chinese course for beginner 1 # 3rd weekนี่ก็สัปดาห์ที่สามแล้ว วันนี้ก็มีอักษร อีก 3 ตัว แล้วก็สระผสมในหมวดของ i กับ ü (ถ้าดูตาราง pinyin แล้ว อักษร 3 ตัวนี้จะให้กับสระ ชุดนี้เท่านั้น
พยัญชนะ : 声母 (shēngmŭ)
j ออกเสียง จี q ออกเสียง ชี x ออกเสียง ซี
สระ : 韵母 (yùnmŭ) i => ia อี+อา วรรณยุกต์ อยู่บน a ie อี+เอะ วรรณยุกต์ อยู่บน e iao อี+อาว วรรณยุกต์ อยู่บน a iou อี+โอว วรรณยุกต์ อยู่บน u (เมื่ออยู่กับพยัญชนะ จะลดรูปเหรือ iu) ian อี+อาน วรรณยุกต์ อยู่บน a in อิน วรรณยุกต์ อยู่บน i iang อี+อาง วรรณยุกต์ อยู่บน a ing อิง วรรณยุกต์ อยู่บน i iong อี+ออง วรรณยุกต์ อยู่บน o ü => üe อวี+เอะ วรรณยุกต์ อยู่บน e üan อวี+อาน วรรณยุกต์ อยู่บน a ün อวิน วรรณยุกต์ อยู่บน ü
拼音
* เวลาเขียนpinyin แทนเสียงสระ y=i ยกเว้น yi , yin , ying (คือตัวที่ไม่มีสระอื่นอยู่ด้วยนั่นเอง)
** พยัญชนะ j q x ใช้กับ ü ไม่ต้องใส่จุด ใช้แค่ตัว u ก็พอ
***เพิ่มเติมเรื่องการออกเสียง สำหรับตัวอักษร不 bù ถ้าหากไปอยู่ข้างหน้า คำที่เป็นเสียงระดับสี่ เหมือนกัน จะต้องออกเสียง bú (ระดับสอง) แทน เช่น bù hē búqù
แบบฝึกหัด
การผันวรรณยุกต์ qīng qíng qĭng qìng ………. qĭng 请 jīn jín jĭn jìn ………. jìn 进 xīn xín xĭn xìn ………. xìn 信 xiē xié xiě xiè ………. xièxie 谢谢 jī jí jĭ jì ………. jĭ 几 xiā xiá xiă xià ………. xiāo xiáo xiăo xiào ………. xiăo 小 liū liú liŭ liù ………. liù 六 qī qí qĭ qì ………. qī 七 jiū jiú jiŭ jiù ………. jiŭ 九 mīng míng mĭng mìng ………. míng 明 tiān tián tiăn tiàn ………. tiān 天 jiān jián jiăn jiàn ………. jiàn 见 不ผสมกับคำอื่นๆ
bù hē bù máng bù hăo bú yào bù tīng bù néng bù dŏng bú kàn bù bān bù tián bù jiăng bú niàn bù xīn bù xíng bù qĭng bú jìn
Pronunciation and tones
ji qi xi ju qu xu jian qian xian jiang qiang xiang jin qin xin jing qing xing
jiàn juàn qiān quán xiăn xuăn jīn jūn qín qún xīn xūn jĭ jŭ qì qù xī xū
jiā xià qīng xīng jiăng qiáng jiào xiào qúi xiū jiè qiè jiě xiě qiáo xiăo jĭng qĭng
jīqì jŭqí xiūxi xiūlĭ jŭxíng jùxíng xūyào xīyào nŭlì lǚlì lǚxíng nǚxìng
jīntiān míngtiān jīnnián míngnián dōngbiān xībiān qiánbiān hòubiān quánxiàn quánmiàn xīnxiān xīnnián
生词 ShēngCí (ศัพท์ใหม่) 请 qĭng เชิญ 进 jìn เข้า 的 de คำเชื่อม แสดงความเป็นเจ้าของ 信 xìn จดหมาย 谢谢 xièxie ขอบคุณ 去 qù ไป 银行 yín hang ธนาคาร 邮局 yóu jú ที่ทำการไปรษณีย์ 明天 míng tiān พรุ่งนี้ 见 jiàn เห็น มอง 六 liù หก 七 qī เจ็ด 九 jiŭ เก้า
Read and Learn
A: 请进! B: 你的信. A: 谢谢! B: 不谢!
A: 你去银行吗? B: 不去. 去邮局. A: 明天见! B: 明天见! June 20 Chinese course for beginner 1 # 2nd weekอาทิตย์นี้เรียนบทเรียน เรื่องสระ เพิ่มเติมอีก 5 ตัวเอง แต่จะเน้นเรื่องตัวเขียนจีนเพิ่มขึ้น ต้องมาหัดคัดเยอะๆ
สระ : 韵母 (yùnmŭ) an ออกเสียง อัน , อาน en ออกเสียง เอิน ang ออกเสียง อัง , อาง eng ออกเสียง เอิง ong ออกเสียง โอง , ออง
拼音
** เพิ่มเติมเรื่องการออกเสียง 1. การออกเสียงเบา => จะไม่มีการใส่เสียงวรรณยุกต์ บนคำนั้นๆ เช่น bà ba , mā ma ซึ่งตัวหลังจะออกเสียงเบา และสั้น ระดับเสียงธรรมดาไม่ต้องผัน 2. การออกเสียงระดับ 3 => ถ้าคำที่ออกเสียงระดับสามอยู่หน้าคำอื่นๆ ให้ออกเสียงคำแรกให้สั้นลง เช่น hěn nán mĭ fàn
แบบฝึกหัด
การผันวรรณยุกต์
tā tá tă tà ……………. tā 他, 她 māng máng măng màng ……………. máng 忙 hēn hén hěn hèn ……………. hěn 很 nān nán nn nn ……………. nán 难 hān hán hăn hàn ……………. hàn yŭ 汉语 bā bá bă bà ……………. bà ba 爸爸 mā má mă mà ……………. mā ma 妈妈 gē gé gě gè ……………. gē ge 哥哥 mēi méi měi mèi ……………. mèi mei 妹妹 dī dí dĭ dì ……………. dì di 弟弟
neutral tone
mā ma gē ge tā de tā men yé ye máng ma lái ma bái de năi nai hăo ma băo le păo le dì di mèi mei lèi ma lèi le
half 3rd tone
hěn gāo hĕn nán hĕn dà hăo le nĭ hē nĭ lài mĭ fàn hăo ma bĕn bān bĕn lái hěn bàng hěn pang
Pronunciation and tones
bàng gōng bàn kōng dòng hóng tōng hóng hĕn nán hĕn lán hán lĕng kĕ néng hĕn máng hĕn mán nán fāng nán fang
生词 ShēngCí (ศัพท์ใหม่) 忙 máng ยุ่ง 吗 ma (เป็นคำประกอบคำถาม เหมือนคำว่า ไหม) 很 hěn มาก 汉语 hàn yŭ ภาษาจีน 难 nán ยาก 太 tài ด้วย 爸爸 bà ba พ่อ 妈妈 mā ma แม่ 哥哥 gē ge พี่ชาย 弟弟 dì di น้องชาย 妹妹 mèi mei น้องสาว 他 tā เขา 她 tā เธอ 男 nán เพศชาย
Read and Learn
A : 你好吗 ? B: 很好!
A: 你你忙? B: 很忙.
A: 汉语难吗 ? B: 汉语不难.
June 13 Chinese course for beginner 1 # 1st weekหลังจากที่ได้รับแรงบันดาลใจให้อยากเรียนภาษาจีน เราเลยไปสมัครเรียนภาษาจีนที่ OCA เมื่อตอนกลางเดือนที่แล้ว หลังจากกลับมาจากเมืองจีน ได้ อาทิตย์นึง แล้วก็เริ่มเรียนสัปดาห์นี้แหละ เราเรียนสัปดาห์ละ 2 วัน รวม 5 ชั่วโมง (จันทร์ พุธ) เจ๊ก็ไปเรียน แต่เจ๊มันเรียน conversation เราเรียนหลักสูตรปกติเนอะ เลยดูจะเรียนช้าๆนิดนึง
มาสรุปเนื้อหาที่เรียนสัปดาห์แรกกันดีกว่า
pin yin => อาทิตย์นี้เรียนแค่ พยัญชนะ 11 ตัว ก่อน แล้วก็ สระ อีก 10 ตัว (จริงๆมีเยอะกว่านี้ แต่คงจะเรียน สัปดาห์หน้า) แล้วก็ระดับเสียงอีก 4 ระดับ
พยัญชนะ : 声母 (shēngmŭ)
b ออกเสียง โป (เคยได้ยินบางทีออกเสียง ปอ, ปัว, เปอ) p ออกเสียง โพ (เคยได้ยินบางทีออกเสียง พอ, พัว, เพอ) m ออกเสียง โม (เคยได้ยินบางทีออกเสียง มอ, มัว, เมอ) f ออกเสียง โฟ (เคยได้ยินบางทีออกเสียง ฟอ, ฟัว, เฟอ) d ออกเสียง เตอ t ออกเสียง เทอ n ออกเสียง เนอ l ออกเสียง เลอ g ออกเสียง เกอ k ออกเสียง เคอ h ออกเสียง เฮอ
สระ : 韵母 (yùnmŭ)
a ออกเสียง อา (อาไทย จะเสียงขึ้นจมูกนิดนึง แต่ อาจีนให้อ้าปากกว้างๆ ไม่ต้องให้เสียงขึ้นจมูก) o ออกเสียง โอ e ออกเสียง เออ i ออกเสียง อี u ออกเสียง อู ü วิธีออกเสียงตัวนี้ ให้ทำดังนี้ 1. วางปลายลิ้นไว้หลังฟันล่าง 2. ห่อปากให้เหมือนออกเสียงตัวโอ 3. พยายามออกเสียง วี 4. คงรูปปากและลิ้นไว้จนหมดคำ สรุปแล้ว เสียงจะออกมาประมาณ อวี
วรรณยุกต์ :声 调 (shēngdiào)
เสียง 1 ใช้เครื่องหมาย ̄ เสียง สามัญ เสียง 2 ใช้เครื่องหมาย ́ เสียง ประมาณไม้จัตวา เสียง 3 ใช้เครื่องหมาย ̌ เสียง ประมาณไม้เอกแล้วลากเสียงยาวๆหน่อย เสียง 4 ใช้เครื่องหมาย ̀ เสียง ประมาณไม้โท
กฎของการใช้วรรณยุกต์
1. เครื่องหมายพยัญชนะ วางบนสระเท่านั้น
2. ถ้าเป็นสระผสม ให้ใช้หลักว่า วางบนตัวสระที่ออกเสียงดังกว่า และ การออกเสียงสระตัวนั้นต้องอ้าปากกว้างกว่า หรือจำง่ายๆ ก็เรียงตามลำดับตามนี้ a o e i u ü ยกเว้น iu จะต้องวางไว้ หลัง u เท่านั้น เช่น iū,ūi
3. สำหรับ สระ บน i ให้เอาจุดออก แล้วใส่ วรรณยุกต์ ลงไปแทน ดังนี้ ī í ǐ ì
4. แต่สำหรับ สระ ü ให้วางวรรณยุกต์ไว้บน สระเลย ไม่ต้องตัดอะไรทิ้ง
5. สำหรับ วรรณยุกต์เสียง 3 ถ้าอยู่ติดกัน ตัวพยางค์แรกต้องอ่านออกเป็นเสียง 2 (แต่เวลาเขียน pin yin เขียนเป็นรูปเสียง 3 เหมือนเดิม แต่ออกเสียงตัวแรกเป็นเสียง 2) เช่น nĭ hăo => ออกเสียงเป็น ní hăo
ตาราง การผสมพยัญชนะ กับสระ
แบบฝึกหัด
การผันวรรณยุกต์
yī yí yĭ yì ………. yī 一 wū wú wŭ wù ………. wŭ 五 yū yú yŭ yù bā bá bă bà ………. bā 八 dā dá dă dà ………. dà 大 bū bú bŭ bù ………. bù 不 nǖ nǘ nǚ nǜ ………. nǚ 女 kōu kóu kŏu kòu ………. kŏu 口 bāi bái băi bài ………. bái 白 hēi héi hĕi hèi mā má mă mà ………. mă 马 nī ní nĭ nì ………. nĭ 你
การผสมวรรณยุกต์เสียง 3 สองตัวติดกัน
nĭ hăo mĕi hăo wŭ băi bĕi hăi gĕi yĭ yŭ fă kĕ yĭ fŭ dăo
การผสมคำ ไม่มีวรรณยุกต์
ba bo he fo pa po ne mo ma mo de bo fa fo ke po
bai bei pao pou mai mei hao hou gai gei kao kou hai hei gao gou
การผสมคำ มีวรรณยุกต์ bā pà dà tā hé fó gē kè bĭ pĭ dé tè hòu fŏu gū kù bù pù dì tì hēi fēi găi kăi bái pái dú tú hù fù gĕi dĕi bĕi pĕi dài tài hā fā gŏu kŏu
การผสมคำ dài tóu tái tóu dà lóu tă lóu kè fú kè kŭ dà yú dà yŭ
ที่เหลือก็มีต้องท่อง และ คัด ศัพท์ภาษาจีนอีก 11 ตัว ไม่รู้ว่าจะเอามาลงในนี้ยังไงดีหว่า
October 26 !!! วันนี้วันเกิด กับคอนเสิร์ตนูโวเมื่อวานนี้ !!!ย้ำๆ ชัดๆ จำกัดเฉพาะ เธอ
Happy Birthday to me to me >>> ก็มันวันเกิด ต้องขอซะหน่อย
อายุเหรอ .... ยังเลข 2 นำหน้าอยู่ อิอิ
เปลี่ยนเรื่องดีฝ่า มะวานนี้เค้าไปดูคอนเสิร์ตมาที่ impact arena เมืองทองธานี "NUVO NOW SHOWING"
สารภาพเลยว่าตอนแรกไม่คิดจะไปดู อัลบั้มใหม่ก็ยังไม่ได้ซื้อ เพราะว่า ..
อัลบั้มหลังๆของพี่ๆเค้า (โจก้อง หรือทั้งวงก็เถอะ) มันไม่โดนเลยอ่ะ แบบว่า ไม่ค่อยถูกใจ เลยยังไม่ได้ฟัง (บอกตรงๆ ว่าไม่ได้ download มาฟังด้วย)
แต่.... เจ๊มันอยากดู (ทำไมช่วงนี้พี่สาวตูอยากดูคอนเสิร์ตนักว้า....) เลยชวนกันไป เพิ่งจองตั๋วเมื่อวัน พุธเอง โชคดีมีที่นั่งดีๆ เหลืออยู่พอดี 2 ที่ เลยจัดไป
และแล้วเมื่อวานก็มาถึง ตอนออกจากบ้านฝนตกโครมๆ หนักมากกกก แต่ก็ไปทันเวลานะคะ
เราได้ที่นั่งโซน SI ก็ค่อนข้างดีเลยล่ะ (แม้ว่าตอนไปดู BS จะได้ดีกว่า) ไม่รอนานเลย 10 นาทีก็เริ่มแล้ว
เปิดตัวด้วยหน่วยกล้าอาย ชอบมากกกก (เพราะชอบพี่โจสุดๆอยู่แล้น) มันส์มาก แต่....
ไม่มีใครลุกขึ้นเต้นเลยอ่ะ ไอ้เราก็อยากลุก แต่ไม่มีใครลุกเลย มาลุกเต้นเอาตอนเพลงสัญชาติญาณบอก (พี่โจร้อง อิอิ) แล้วก็ลุกๆนั่งๆอยู่ นั่นล่ะ
ขอบอกว่าข้างๆ มีเด็ก อายุไม่น่าเกิน 10 ขวบ มาดู สงสารจัง คงงง ว่าพวกบนเวทีนี่ใคร ไม่รู้จัก
โถ...หนู วงนี้มันอายุ 20 ปีแล้ว หนูเกิดไม่ทันหรอก อุอุ แต่น้องเค้าก็น่ารักนะ คงมาดูกับคุณแม่
มีแขกรับเชิญ เยอะดีนะ เราชอบ ทั้ง v trio น้องโต๋ ที่สำคัญ surprise สุดๆคือ พี่หนุ่ยไมโคร มาได้ไงเนี่ย จริงๆอยากให้ร้องส้มหล่น แต่ เอาไปเลยก็ ok อยู่
ช่วงท้ายๆขนเพลงมันส์ๆ มาทำ medley ซะ ลุกขึ้นไม่นั่งเลย จนช่วง angore ที่มีแต่เพลงช้า แต่โดน
ทั้ง ลืมไปไม่รักกัน (ถ้าไม่เล่นเพลงนี้โกรธตายเลย)
ทั้ง ไม่เป็นไรเลย (เพราะเพลงนี้ทำให้เรารู้จัก nuvo)
แล้วก็ ลึกสุดใจ (พี่ก้องร้องได้ซึ้งจริงๆ ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าพี่ก้องจะร้องเพลงซึ้งๆได้ เพราะดูบุคลิกขี้เล่น)
ปิดท้ายอีกทีด้วยเพลงที่เราชอบที่สุดในอัลบั้ม nuvo now 2.0 => Love you never die (ดนตรีชวนขยับแข้งขยับขาจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าอายุขนาดนี้แล้ว)
ส่วนมากจะขนเพลงชุดแรกมาร้องเกือบทั้งอัลบั้ม ขาดแค่เพลง ปล่อยไปตามลมเลย ที่ไม่ได้ร้อง
ชุดบุญคุณปูดำ ก็ร้องแค่ สัญชาติญาณบอก กับ กวีบทเก่า (พี่หนุ่ยออกมาท้ายเพลงนี้ล่ะ)
ส่วน อัลบั้ม 3 ก็ร้องหลายเพลงอยู่ ซักครึ่งอัลบั้มได้
ส่วนชุด O2 ร้องนิยามรัก กับหลับตาโต๋
ชุด now 2.0 นี่ร้องทุกเพลง (เพราะทุกเพลงด้วยขอบอก)
เต็มอิ่มจริงๆ 3 ชั่วโมง => ถ้าไม่ได้ไปดู ก็เสียดายแย่
เพราะชอบนูโว ตั้งแต่อยู่ ป 4 (แก่แดดไปป่าว) แบบว่า ตอนนั้น ฟังเพลงแล้ว ฟังอิทธิ พงษ์พัฒน์ แล้ววันนึง เพื่อนมาบอกว่า แกเชย เด๋วนี้เค้าฟังนูโว แล้ว
งงเลย เลยต้องลองเปิดเพลงฟังดู บวกกับเจ๊ (อยู่ ป6) มีเพื่อนในห้อง บ้านูโวอยู่ เราเลยพอรู้จัก ฟังเพลงแล้วชอบมากๆเลย พี่โจหล่อด้วย (เกี่ยวกันมั้ยวะ)
ชุดสองก็ตั้งตารอเลย แต่แป๊กนิดหน่อย (ตอนนั้นบ้าไง ร้องได้ทุกเพลงเลย) ตอนนั้นอยู่ ป 5 ละ
มา ม 1 พี่ๆ ออกชุดใหม่เว้ย สุดๆไปเลย ชอบเลย จำได้พี่ก้องผมบ๊อบ เออ แบบว่าแปลกๆ แต่พี่โจยังหล่ออยู่ 5
อัลบั้มสุดท้ายของ นูโว ที่เราชื่นชอบคือ O2 ออกตอนอยู่ ม 2 (พี่ก้องเริ่มหล่อละ)
จากนั้นก็ได้ข่าวว่าแยกๆกันไปทำงานของตัวเอง แต่พี่โจกับพี่ก้องก็มาออกอัลบั้มคู่ โจก้อง รวมกันเฉพาะกิจ ที่มีเพลงลึกสุดใจ นี่ล่ะ ตอนอยู่ ม 5 (ไม่ห่างหายจากชีวิตเลย)
ส่วนพี่จอห์นก็ออกเดี่ยว จำชื่ออัลบั้มไม่ได้ รู้แต่มีเพลงวันวาน (ชอบเพลงนี้มากเหมือนกัน)
หลังจากกนั้นมา เพลงของนูโว หรือ ของโจก้อง หรือของพี่จอห์น ก็ไม่ได้ถูกหูเราเท่าที่ควร เลยไม่ค่อยได้ตาม
รู้ว่า เมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็มารวมตัวทำอัลบั้มใหม่ แต่ก็ไม่ได้ฟังอีกอยู่ดี
จนล่าสุดกับ now 2.0 นี่ล่ะ (ย้ายไปบ้านใหม่แล้ว sony bmg) ถูกใจจริงๆเล้ยยยย ให้ตายเหอะ
October 14 งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 13วันนี้มีโอกาสได้ไปเดินงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
สงสัยดิ ว่าวันอังคารไปเดินได้ไง ก็ลาพักร้อนไปน่ะ แบบว่าทุ่มเทเต็มที่
ไม่ใช่อะไรหรอก ไปเดินวันธรรมดาแบบนี้คนไม่เยอะมาก ไม่แน่นแบบวันหยุดน่ะ เลยลงทุนลาพักร้อน (เหลือเยอะ)
เดินสบายเรื่อยๆนะ วันนี้เดินไป 3 ชั่วโมงแน่ะ ดูดิ๊หมดไปกี่บาท
เริ่มที่ 2 เล่มแรก
ยังมีรักที่อฮัคการ์ กับ รักเร่ ของโสภาค สุวรรณ => list ไว้แต่แรกแล้วว่าจะหานิยายของโสภาคมาอ่านเพิ่ม ชอบนิยายแนวคุณโสภาคอ่ะ แล้วพอดีไปอ่านตาม webboard ต่างๆ เค้าแนะนำ อฮัคการ์ มา กับอีกเรื่องนึง ส่วนรักเร่ นี่ โน้ต recommended เลยเอามาด้วย
2 เล่มนี้ 488 บาท
2 เล่มถัดไป
คู่มือนำเที่ยวหลวงพระบาง เล่มนึง กับ นำเที่ยวมาเลเซีย มะละกา => เดินไปเดินมาเจอร้านขายหนังสือพวกคู่มือเที่ยวประมาณนั้น เลยแวะดู โดนมา 2 เล่มเลย เป็นไงล่ะ หมดไป 400 บาท ที่ซื้อมาเพราะจะไปหลวงพระบางไงเลือกเล่มนี้มาเพราะดูสวยกว่าเล่มอื่น (แพงกว่าด้วย) ส่วนมะละกาเนี่ย เป็นเมืองนึงที่อยากไปเที่ยว เลยหยิบมาด้วย
เล่มถัดไป
ความลับบนแหลมไซไน => เดินไปเดินมา เจอนิยายอีกเรื่องที่ใน webboard แนะนำมาอ่ะ จริงๆมีแบบที่พิมพ์ใหม่ด้วย แต่เอาแบบเก่าดีกว่า ขนาดมันเท่าๆกัน แบบใหม่มันใหญ่กว่า เดี๋ยวจัดเรียงใส่ชั้นหนังสือกับเรื่องอื่นไม่ได้ เลยเอาแบบเก่ามา ราคาเท่ากันเลย 280 บาท
เล่มที่ 6 แว้ว
The Spook's Mistake => มาเจอสำนักพิมพ์เมเปิ้ลพอดีเลยเรา เห็นหนังสือตระกูล Spook ออกใหม่ รึป่าวหว่า เดินไปดูใกล้ๆ ใช่จริงๆด้วย เลยซื้อมาอีก 1 เล่ม (เป็นเล่มที่ 5 แล้วนะ สนุกมาก) เรื่องนี้เนี่ย ได้มาจากงานหนังสือ สองครั้งหรือสามครั้งที่แล้วไม่รู้ ทิ้งไว้นาน พออ่านปุ๊บก็ติด อ่านรวด 3 เล่ม จนงานหนังสือครั้งที่แล้วก็ออกเล่ม 4 คราวนี้ออกเล่ม 5 เสียทรัพย์ไปอีก 220 บาท
จริงๆระหว่างนี้หาได้หนังสือนิทานเด็กๆ อีกแพ็คนึง 6 เล่ม 60 บาท เอาไว้ให้น้องที่อุปการะไว้กับ ccf ด้วย
แล้วก็พอขึ้นไปชั้นบน เกือบได้เสียตังค์กับแถวๆ มติชนกับซีเอ็ด แต่ก็ยับยั้งไว้ได้ มีหนังสือใหม่ของ นิโคลัส สปาร์ค ด้วย อยากได้อ่ะ Dear John เฮ้อ แต่ของเก่ายังอ่านไม่หมด เลยเอาไว้ก่อน
ไปเสียตั้งค์อีกทีก็หนังสือทำกับข้าวให้ม๊าอีก 1 เล่ม 50 บาท
โชคดีที่เดินไปบู้ทนายอินทร์แล้วไม่เสียตังค์
เล่มสุดท้ายของเราแล้ว
The OMEN เล่ม 3 => อันนี้ไม่ยักรู้ว่าออกเล่ม 3 ด้วย นึกว่าจบแค่เล่ม 2 เลยซื้อมาดิ แล้วที่ไม่น่าเชื่อคือ ลด 50% เฉยเลยอ่ะ จาก 240 เหลือ 120 หนังสือก็ไม่เก่านะ ทำไมลดเยอะจัง ไม่สนล่ะ ซื้อนิทานมาฝากหลานอีก 2 เล่ม พีน้อคคีโอ กับ อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ หมดไป 260 บาท
สรุปหมดไปกี่บาทหว่า
488 + 400 + 280 + 220 + 60 + 50 + 260 = 1758 บาท
นี่จริงๆ ยังอยากได้อีกหลายเล่มนะ แต่อ่านไม่ค่อยจะทัน
อยากได้ประวัติศาสตร์ยุโรป เล่มละ 900 แน่ะ เลยไม่ซื้อ
ดีที่ผ่านสำนักพิมพ์ผู้จัดการ แล้วไม่ได้ซื้อหนังสือของ อาจารย์ธรณ์ ไม่งั้นหมดอีกหลายร้อยแน่ๆ
วันเดียวหมดไป สองพัน เฮ้อ.....
August 24 ==> Singha World Tour at Lopburi <==มะคืนไปดูคอนเสิร์ต สิงห์เวิรลด์ทัวร์ ที่ลพบุรีมาอ่ะ จริงๆถ้ามีปัญญาก็อยากไปดูที่ ลอนดอนเหมือนกัน 55
ไปแบบอึดๆมากเลย
ตอนแรกก็ว่าจะไปดูแล้วกลับไปนอนที่สระบุรีล่ะ แต่บังเอิญว่า พี่ต้นจะไปดูด้วย แล้วก็พี่แกมีบินเช้า มาก เลยต้องตีรถกลับมา กทม มะคืนเลย
ออกจาก กทม ตอนเกือบๆ หกโมงเย็น => เลยอดดูมวยเลยตู
ถึงลพบุรีราวๆ สองทุ่ม แวะกินข้าวกันก่อน ที่ร้าน แมมมอธ (จะรู้จักมั้ยเนี่ย)
สองทุ่มครึ่งก็ไปที่งาน คนเยอะมากขอบอก ต้องไปจอดรถที่ โรงเรียนอะไรไม่รู้ แล้วก็นั่งรถรางมาหน้าสนามกีฬา
กว่าพี่ป้อมพี่โต๊ะ จะออกมาก็เกือบสามทุ่มแล้ว สนุกโคตร แต่มีข้อไม่ชอบใจนิดนึง คือ มีการขายเบียร์ในงานด้วยอ่ะ เมาแอ๋กันไป ดูคอนเสิร์ตไป ไม่ชอบเลย แถมมีขายบุหรี่หน้างานด้วย ไอ้คนบางคนที่มาดูมันก็ดูดปุ๋ยๆ ไม่รู้หรอกว่ามันรบกวน คนอื่นแค่ไหน เซ็งเลย ที่สำคัญคือ งานนี้อ่ะ เด็กๆเยอะนะ ก็ส่วนมากคุณพ่อคุณแม่มาดู ก็พาคุณลูกมาด้วย ดันต้องมาดมควันบุหรี่ ไปซะนี่
แต่รวมๆก็สนุกนะ เกิดมาไม่เคยต้องดูคอนเสิร์ตแบบนี้มาก่อน แบบที่ต้องยืนดูตลอด ก็อย่างว่า ตั้งแต่ ร่ำไรคอนเสิร์ต ดันจองตั๋วไม่ทัน แต่ใจก็อยากดู เจ๊มันก็ชวน เราก็ต้องไป อิอิ
สรุปว่ากว่าจะถึงบ้านก็ตี 1 ครึ่ง แน่ะ
เอาเพลงที่ชอบที่สุดเพลงนึงของอัสนีวสันต์มาให้ฟังกัน
July 26 ฉันไม่รู้ว่าควรจะบอกไหม
เก็บมานานแสนนานฝังในใจฉันอยู่
ก็ในสายตาเค้า เราเป็นเพื่อนคนนึง ซึ่งดูไม่มีวี่แววว่าเค้าจะมองเราเป็นอย่างอื่นไปได้ แล้ว...... จะให้เราบอกกับเค้ายังไงดีล่ะ มันพูดไม่ออก
ก็ทำไมน้า.... รู้จักกันมาก็หลายปี มีอะไรที่พิเศษมากกว่าคนอื่น แต่เค้าก็ไม่เคยรู้ตัวเลยเหรอ ว่าเราคิดยังไง ไปเที่ยวด้วยกันก็แล้ว postcard ที่ส่งให้ทุกๆครั้งก็แล้ว ชวนไปดูหนังก็แล้ว .... ไม่เคยเอะใจบ้างเลยเหรอ
ถ้าเมื่อวานไม่ได้เจอกัน วันนี้คงไม่มานั่งคิดมากอย่างนี้หรอก บอกตัวเองให้ตัดใจเป็นล้านครั้งแล้ว แต่พอเจอกันที่ไร ก็กลับไปเริ่มต้นที่ 1 ใหม่ทุกครั้งเลยเรา
May 23 hAppY BirThdAy 2 Uuuuu....วันที่ 23 พฤษภาคม 2551 เป็นวันเกิดครบรอบ 33 ขวบ ของใครคนนึง
เจ้าของวันเกิด มีความสุขมากๆนะ
นอกจากของขวัญแล้ว ก็มีเพลงที่อยากจะให้ฟังด้วยล่ะ
ได้รู้และได้ยิน ในข่าวร้ายบางอย่าง ได้รู้ทุกครั้ง ก็ยังห่วงใย ยิ่งได้รู้ รู้ว่าเธอไปกับเขาลำบาก ได้รู้ว่ารักเริ่มจะกลับกลาย ฉันขออย่าให้ซ้ำกันเลย ลงเอยกันด้วยดี
รักอยู่ที่ใด ทุกข์ใจอกเอ๋ย ขอจงลงเอย ด้วยดี....
April 29 ช่วงที่ดี..ที่สุด (ในชีวิต)เดินจับมือกัน ทุกข์สุขด้วยกัน ฉันไม่เคยลืมจากใจ
ยังคงเป็นดั่งเหมือนกับเมื่อวาน ฉันนั้นยังคงเก็บไว้
เป็นเพลงที่ฟังทุกครั้ง น้ำตาไหลทุกครั้ง ไม่ว่าจะฟังครั้งแรกหรือครั้งไหนๆ
ก็จะคิดถึงคนๆนึงอยู่ทุกๆครั้ง
March 19 กลับไปเยือน..เมืองน่านช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา วันที่ 7-10 (ไม่ใช่ 7-11 นะ) มีโอกาสได้กลับไปเยือนเมืองน่านอีกครั้ง หลังจากที่ได้ไปล่องแก่งที่ลำน้ำว้ามาเมื่อสามเดือนก่อน แล้วก็บอกกับตัวเองว่าต้องกลับมาที่น่านนี่อีกครั้งแน่ๆ เอาล่ะ เริ่มต้นเดินทางได้แล้ว
ได้เวลา ห้าโมงครึ่งแล้ว พวกเราออกเดินทางสู่จุดหมายปลายทางครั้งนี้คือจังหวัดน่าน ซึ่งกว่าจะถึงน่าน ก็ทุ่มกว่าๆแล้ว เริ่มหาที่พักโดยเริ่มจาก โรงแรมเทวราช ราคาคืนละ 700 บาท (ยังเห็นว่าแอบแพงอยู่) เดินเลยไปดูที่น่านฟ้า ซึ่งอยู่ข้างๆกันเป็นอาคารไม้ทั้งหลัง (ดูขลังเป็นบ้า) ก็ไม่ว่าง เราเลยไปที่ๆ คุณตุ๋ม แห่งน่านทัวร์ริ่ง (ใน tkt website) แนะนำมา คือ ภูฟ้าเพลส ราคาถูกใช้ได้เลย คืนละ 350 บาทเอง อยู่เลยเทวราชไป 500 เมตรได้ เราว่าสภาพห้องเค้าใหม่นะ เลยดูน่าอยู่ แต่ในห้องไม่มีหน้าต่างเลย ค่อนข้างอับนิดนึง (ดีว่าใหม่ไง เจ้าของบอกว่าเพิ่งเปิดมาได้ครึ่งปี) แต่ตัวห้องก็กว้างขวางดีนะ
หลังจาก เข้าที่พักแล้ว ไปหาอะไรกินแถวตลาดโต้รุ่ง (ตลาดเล็กมากเลยอ่ะ) แล้วก็กลับมาอาบน้ำนอนแว้ว เหนื่อย ว่าจะตื่นเร็วๆ แต่ก็เร็วสุดแค่ 7 โมง ตื่นกันแล้วก็ไปเดินที่ตลาดเช้ากัน เดินไม่ไกล เพราะตลาดเช้ามันอยู่ แถวๆโรงแรมเทวราช เดินออกมาจากที่พักเราแค่ ครึ่งกิโล เดินชิวๆ ดูว่าคนเมืองนี้เค้ากินอยู่ยังไง แล้วก็ซื้อของกินมาตุนกันเพียบเลย
ก่อนจะลงจากดอย ก็แวะที่ลานดูดาวดูพระอาทิตย์ลับแนวภูเขาก่อน
จากนั้นก็ต้องรีบบึ่งลงเขาก่อนที่จะมืดสนิท เพราะทางมันก็น่ากลัวใช่ย่อย กว่าจะลงไปถึงตัวอำเภอปัวเลยก็ทุ่มนึงแล้วล่ะ พอดีระหว่างทางโทรติดต่อที่พักแล้ว คืนนี้นอนที่ ชมพูภูคาคอร์เนอร์รีสอร์ท ทานข้าวเย็นที่นี่เลย วิวร้านอาหารสวยดีนะ สภาพที่พักก็พอใช้ได้ คืนละ 450 เอง มีอาหารเช้าให้ด้วยล่ะ
วันที่ 9
วันนี้ต้องรีบตื่นนิดนึง ลงมาทานอาหารเช้าตอน 7 โมง เสร็จแล้วก็ต้องรีบออกเดินทางแล้ว วันนี้เราจะไป ด่านชายแดนห้วยโก๋น ที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ์ โดยทางหลวงเบอร์ 1080 ผ่านอำเภอทุ่งช้าง จะบอกว่าเห็นระยะทางแค่ 70 กม. เป็นทางราบซักครึ่งทางแล้วก็เป็นทางภูเขาอีกแล้วครับ ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง ตลาดชายแดนที่นี่มีเฉพาะวันเสาร์ช่วงเช้า ถึง 10 โมงกว่าๆเท่านั้น ส่วนมากจะเป็นคนจากฝั่งลาว เอาของเล็กๆน้อยๆมาขาย ที่เห็นเยอะๆ จะมีผ้าฝ้าย เปลือกสน แล้วก็มาซื้อของใช้จากฝั่งไทยกลับไป
ตลาดที่นี่เล็กๆ ไม่ใหญ่โตอะไร พวกเราเดินกันซักชั่วโมงกว่าๆ ก็กลับ ขากลับก็กลับทางเดิม พอดีเที่ยงแล้วเลยไปแวะทานข้าวที่ร้านก๋วยเตี๋ยวต้นหูกวางที่อำเภอปัว (ใน tkt ร้านนี้ดัง) กินกาแฟเย็นด้วยล่ะ ก็อร่อยดีนะ
หน้าร้านเป็นแบบนี้นะ
จากนั้นก็หาที่แวะเที่ยวต่อ จริงๆอยากไปที่อื่น แต่ไอ้กานต์อยากไปวัดปรางค์ เพื่อดูต้นดิกเดียม ที่เค้าว่าเอามือไปลูบแล้วมันจะกระดิก (ไม่ลูบก็กระดิกอ่ะ ลมมันพัดไง) ก็แวะอยู่แป๊บนึง
ต้นนี้แหละ ต้นดิกเดียม
จากนั้นก็ออกจากอำเภอปัว เดินทางเข้าสู่อำเภอเมืองน่าน บังเอิญพอมีเวลาเหลือนิดหน่อย ระหว่างทางเลยลองแวะ ถ้ำผาตูบ ซักนิดนึง นี่นี่มีถ้ำเยอะมาก แต่เวลาไม่เอื้ออำนวย เลยเข้าแค่ห้องเดียว จริงๆแล้วทางเดินมันก็แอบลำบากนิดหน่อย ทางชัน กลัวว่าจะลงมาไม่ทันเลยแวะแค่ห้องเดียวก่อนนะ ใช้เวลาประมาณ ไม่ถึงชั่วโมงดี
ป้ายสวยนะเนี่ย เป็นวนอุทยาน
จากนั้นก็ออกเดินทาง เข้าตัวเมือง เพื่อไปนมัสการพระธาตุแช่แห้ง จริงๆก็จะแวะมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เวลาไม่พออ่ะ เลยมาแวะวันนี้แทน พระธาตุแช่แห้ง เป็นพระธาตุประจำปีกระต่าย แต่ในทริปนี้ไม่มีใครเกิดปีกระต่ายแฮะ
พระธาตุแช่แห้ง
ขอบอกว่ามาเจอของดีเมืองน่าน ที่นี่นี่เอง นั่นก็คือมะไฟจีน แวะซื้อแถวนี้แหละ ตอนแรกไม่คิดว่าอร่อย ม๊าซื้อมากินแก้เมารถ ขอบอกว่าอร่อยมากเลย ไม่รู้จะหาซื้อได้ที่ไหนอีก เสียดายจัง
สี่โมงนิดๆ เราก็ต้องออกเดินทาง จากพระธาตุแช่แห้งไปยังอำเภอนาน้อย ผ่านทางอำเภอเวียงสา โดยทางหลวงหมายเลข 101 แล้วก็เลี้ยวซ้ายไปทาง 1026 ไปอำเภอนาน้อย ซึ่งห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กิโล จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายอีกที ไปตามเส้นทางหมายเลข 1083 อีกประมาณ 18 กม. ก็จะถึง อช. ศรีน่าน ที่คืนนี้เราจะมาพักที่นี่กัน ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเหมือนกันนะเนี่ย จริงๆทีแรกกะจะนอนที่ดอยเสมอดาว แต่ท่าทางจะไม่สะดวกเท่าที่ทำการ บริเวณผาชู้ เพราะตรงนู้นไม่มีร้านอาหารอ่ะ เราต้องทานมื้อเย็นกันบนนี้ล่ะ จากนั้นก็จะมาโต้ลมหนาวกัน (ลมจริงๆคับ ลมแรงค่อตๆ) ที่ผาชู้ เพราะคืนนี้เรากางเต็นท์นอนที่นี่ล่ะ ขอบอกว่า ดาวสวยมากๆๆๆๆ ไม่เคยเห็นดาวเยอะและชัดขนาดนี้มาก่อนจริงๆ (แต่ลมแรงมากต้องรีบมุดเข้าเต็นท์) โชคดีที่ช่วงนี้ไม่ใช้เทศกาลคนที่มาพักที่นี่ไม่เยอะเท่าไหร่ ดีค่ะสงบดี ไม่พลุกพล่าน ห้องน้ำห้องท่าที่นี่ สะดวกดีเลยค่ะ ไฟฟ้าบริเวณที่กางเต็นท์ปิดตอน สี่ทุ่มครึ่ง แต่ไฟห้องน้ำเปิดตลอดคืนเลยค่ะ
หกโมงกว่าๆ ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกันหน้าเต็นท์เลยอ่ะ ไม่ต้องเดินไปไหนเลย แปรงฟันเสร็จก็ออกมาตั้งกล้อง ดีจังเลยอ่ะ
เปิดเต็นท์มาก็เจออย่างงี้เลย
เต็นท์ที่นอนกันมะคืนนี้
จากข้างบนนี้ จะมองเห็นลำน้ำว้าด้วยล่ะ วิวสวยมาก จนท. บอกว่าช่วงนี้มีฝน และลมแรง เลยไม่มีทะเลหมอก มีแต่หมอกฟุ้งๆ น่าเสียดายจัง ส่วนถ้าใครอยากปีนขึ้นยอดผาชู้ก็ได้นะ มีทางปีนขึ้น แต่สูงเอาการอยู่ ที่นี่เป็นที่ตั้งของเสาธงที่อยู่สูงสุดใน ประเทศไทยเลยนะ กว่าจะชักธงชาติขึ้นยอดเสาได้ ต้องร้องเพลงชาติตั้ง 12 รอบแน่ะ
ผาชู้ หรือผาเชิดชู
เตล็ดเตร็จเตร่ซักพักนึงก็ออกเดินทางกลับแล้ว เริ่มจาก ลงไปทานอาหารเช้าที่ อ.เวียงสาก่อนเลย ตอนแรกว่าจะกลับอีกทางแล้วล่ะ กะว่าจะไปทางนาหมื่น แล้วข้ามแพขนานยนต์ที่ปากนาย ไปอุตรดิตถ์ แต่ก็เปลี่ยนแผน เพราะป๊าอยากไปดูไม้ เราเลยต้องกลับทางเดียวกับที่มาเลยอ่ะ กินข้าวเช้าเรียบร้อยแล้วก็เดินทางเข้าจังหวัดแพร่ ไปดูเสื้อหม้อห้อม ที่บ้านทุ่งโฮ้ง แล้วก็แวะดูงานไม้ที่ สูงเม่น จากนั้นก็ทานข้าวกลางวันที่เด่นชัย (กว่าจะได้กินเกือบบ่ายสองแน่ะ) เสร็จแล้วก็เดินทางต่อ แวะอุตรดิตถ์ไปไหว้พระยาพิชัยดาบหัก แล้วก็ดูดาบเหล็กน้ำพี้
พระยาพิชัยดาบหัก
ดาบเหล็กน้ำพี้
เกือบหกโมงเย็นแล้ว อยากแวะพิษณุโลก ไหว้พระพุทธชินราชด้วย ทริปนี้กว่าจะถึง กทม ตี 1 พอดีเลย เฮ้อเหนื่อย
พระพุทธชินราช
แม่น้ำน่าน
หมดไปอีก 1 ทริป จำไม่ได้ว่าหมดตังค์ไปเท่าไหร่ แต่ไม่แพงหรอก ที่พักแต่ละคืนก็ถูกแสนถูก ข้าวของก็ไม่ได้ซื้อไรเลย สำหรับเมืองน่าน ก็ยังมีอะไรให้เที่ยวอีกเยอะนะ ดอยเยอะมาก ต้องถึกๆ เท่านั้นถึงจะมาปีนได้ ใครอยากไปก็ฟิตซ้อมร่างกายให้พร้อมก่อนไปเด้อ January 10 ทริปสุดท้ายปลายปี ที่ "เชียงใหม่"(reference มาจาก multiply นะคะ แบบว่าขี้เกียจพิมพ์ใหม่ค่ะ)
ตั้งใจจะไปเชียงรายแท้ๆ แต่ไหงกลายเป็นที่นี่ได้ก็ไม่รู้
เอาเป็นว่า วางแผนกันไว้ ว่าจะไปช่วงวันเลือกตั้ง (ไปเลือกกันมาล่วงหน้าแล้วนะ ไม่นอนหลับทับสิทธิ์แน่นอนค่ะ) แบบว่าตอนวางแผนอากาศที่ กทม ก็เย็นๆ คาดกันว่าที่นู่น คงจะหนาววววว น่าดูชม แต่เอาเข้าจริงเป็นช่วงที่มันไม่ได้หนาวมากมาย แต่ก็หนาวอยู่นา... เริ่มต้นเลยแล้วกัน จากนั้นก็เริ่มเดินทางไปอำเภ
โขยกเขยกตามทางมาได้ประมาณชั่วโมงเศษๆก็ถึงแล้ว จุดกางเต็นท์ เอาของลง ติดต่อเรื่องเต็นท์ (ไปดูๆว่านอนหลังไหน) ไปขนอุปกรณ์เครื่องนอนที่เช่าไว้ เท่านี้เอง หลังจากนี้ก็ตามอัธยาศัย ข้างบนนี้เนี่ย พอแดดใกล้จะหมด ลมจะแรงมาก อากาศเย็นเจี๊ยบเลย ราวๆ 5 โมงเศษๆ ก็กินข้าวเย็นกันแล้ว ข้าวเหนียวกะหมูทอด เย็นชืดเลย แต่ก็กิน ไม่งั้นจะไม่มีกิน ต้องรีบกินด้วย เพราะถ้าช้ากว่านี้ ไม่มีแดด แล้วจะหนาวมากกกก จนไม่กล้าล้างหน้าล้างมือเลยล่ะ บรรยากาศที่พัก และรอบๆ แอบเห็นมีชาวบ้านเอา มาม่า กะข้าวไข่เจียวมาขาย เราเลยสั่งข้าวไว้ เผื่อตอนเช้าพรุ่งนี้ไปกินบนยอดดอย ข้าวไข่เจียวกล่องละ 40 บาท (แพงที่สุดเท่าที่เคยกินข้าวไข่เจียวมา) เอามาเก็บไว้ในเต็นท์ก่อน คืนนี้เข้านอนเกือบ 3 ทุ่มแน่ะ ตี 3 ครึ่งของวันเลือกตั้งแล้ว ต้องตื่น เตรียมตัวขึ้นยอดดอยแล้ว (จากหนาวๆอยู่ กลายเป็นเริ่มร้อน) ระยะทาง 3. 5 กม. (ฟิตร่างกายกันดีๆนะ ชันเอาการอยู่) กว่าจะไปถึงก็ 6 โมงกว่าๆ ทันพระอาทิตย์ขึ้นพอดีเลย อากาศจริงๆคงเย็น แต่เราเดินมาหนื่อยแล้วอ่ะ เลยไม่หนาว มีแม่คะนิ้งบนใบไม้ด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายมา (ถ่ายแล้วแต่ ไม่ชัดเลยอ่ะ) ยอดดอยผ้าห่มปกค่ะ สูงอันดับ 2 เลยนะเนี่ย
ขาลงก็ชมนกชมไม้ ถ่ายรูปกันตามประสา กว่าจะถึงลานกางเต็นท์ก็ 11 โมงเศษแล้วเรา หาหนมปังหามาม่ากิน แล้วก็เก็บของ เตรียมตัวลงจากดอยด้วยรถคันเดิม (เท่าที่ถามๆดู คือพี่เค้าคงจะเป็นชาวเขา ชาวบ้านแถวๆนี้ล่ะ แล้วก็มารับจ้าง) ให้เค้าไปส่งที่ วัดอะไรนะ จำไม่ได้แล้ว ตรงทางขึ้นดอยอ่างขางค่ะ ต้องจ่ายตังค์ให้พี่เค้าเพิ่มอีกสามสี่ร้อยค่ะ (ค่ารถกระบะก็ 1600 บาทค่ะ ถ้าขาไปให้ไปรับที่ตลาดฝางก็เพิ่ม อีก 200 บาทค่ะ) สรุปเราจ่ายตังค์ให้พี่เค้าไป 2000 บาท
ไปถึงก็ติดต่อสองแถวขาว (จริงๆจะเหมารถคันเดิมจากผ้าห่มปกต่อเลยก็ได้นะคะ ไม่แพงกว่าหรอกค่ะ แต่บังเอิญว่ามันเป็นรถกระบะ ไม่มีหลังคา ไม่มีที่นั่ง เลยสู้ชีวิตไม่ไหว หารถสองแถวดีกว่า) ราคาตอนนี้ อยู่ที่ 1700 บาท เหมาไป รับส่ง แล้วก็พาเที่ยว 3 ที่ แต่ของพวกเราพิเศษหน่อย เพราะว่าวันรุ่งขึ้นต้องการอยู่นานกว่าปกติ (ปกติเค้าจะพาลงมาราวๆ 10 โมงเช้าค่ะ) ว่าจะลงมาตอนบ่ายสอง เค้าเลยขอคิดเพิ่ม เป็น 2000 บาท
ตกลงราคากันเรียบร้อย ก็เริ่มเดินทางขึ้นดอยอ่างขางกันตอน บ่ายสามกว่าๆ ถึงข้างบนก็สี่โมงเศษ คราวนี้ ได้นอนบ้านพักในโครงการ (ด้วยอุปการะคุณของคุณลุงน้องออย เพราะตอนโทรไปจองเองเค้าบอกว่าเต็มหมดแล้ว) แถมค่าที่พักเนี่ย เค้าบอกว่าแล้วแต่ศรัทธา มีตู้บริจาคอยู่ในบ้านค่ะ พวกเราก็หยอดไป 1000 บาท
ตามโปรแกรมของพี่รถขาว (สองแถวอ่ะ) เค้าต้องพาเที่ยวเย็นนี้เลยค่ะ แต่พวกเราไม่ไหวแล้ว ขอ อาบน้ำ กินข้าว แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันแล้วกันเนอะ พอ 6 โมงเย็น ก็เดินออกมาหน้าโครงการหลวง มีตลาดอยู่ค่ะ เลยหาข้าวทานกัน กับข้าวอร่อยมากๆเลยอ่ะ (จำชื่อร้านที่กินไม่ได้อ่ะ) ต่อด้วย มันเผา น้ำขิง แล้วก็ โรตี อร่อยทุกอย่าง สงสัยเพราะอากาศเย็นมาก ของร้อนๆเลยอร่อยทุกอย่างเลย จากนั้นก็เข้านอนแล้วค่ะ
ลงมาถึงตีนดอยตอน สามโมงเศษ หารถกลับเชียงใหม่ไม่ได้เลย รถประจำทางเต็มหมด เลยหารถปิกอัพเหมาเข้าเชียงใหม่ เรานั่งท้ายรถตามเคย หน้าดำ หัวกระจุย ตามเคย เฮ้ออออออ
หลังจากเดินทางจาก อ.ฝาง เข้าสู่ความเจริญที่ตัวเมืองเชียงใหม่แล้ว เราก็รีบเอาสัมภาระเข้าที่พัก แล้วอาบน้ำอาบท่ากันก่อน คราวนี้พักที่ pagoda inn (ชอบมากเลยอ่ะ อยู่ใน list ที่พักน่าอยู่แล้วล่ะ) ปล่อยให้กลุ่มที่กลับก่อน เค้าล้างหน้าล้างตา ไป airport กันก่อน (hiso กันจังหว่า)
ออกมาแล้วก็เดินไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อไปวัดหมื่นเงินกอง ที่อยู่ถนนสามล้าน (ชื่อดี ทำเลดีจริงๆ) วัดนี้เหมือนเป็นศิลปะทางพม่าเลยอ่ะ เป็นวัดเล็กๆวัดนึง ออกมาแล้วก็เดินต่อไปวัดพระสิงห์ ซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือ เดินตรงไป 2-3 สี่แยกได้
วัดพระสิงห์ก็เป็นวัดใหญ่นะ เป็นอารามหลวงด้วยล่ะ เดินอยู่ที่นี่นานเหมือนกัน เสียดาย ด้านหน้าโบสถ์ปิดซ่อมอยู่นิดนึง เลยไม่ได้เก็บภาพโบสถ์มาเลย แต่ด้านหลังมีวิหาร ที่พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่ด้วยนะ ออกจากวัดพระสิงห์แล้ว เดินต่อไปอีก1-2 สี่แยก จะถึงวัดดับภัย (อันนี้คุ้นเพราะ ปีที่แล้วมาพักแถวๆนี้ล่ะ) วัดนี้ก็วัดเล็กๆเหมือนกัน ไม่มีคนเลยล่ะ มีแค่กลุ่มพวกเราเอง
เหนื่อยแล้วเราก็เรียกรถแดงจากริมถนนสุเทพ ไปวัดลอยเคราะห์ วัดนี้ก็วัดเล็กๆ เหมือนซ่อมโบสถ์อยู่เหมือนกันเลย เดินวนแป๊บนึงก็ออกมา เดินต่อไปวัดแสนฝาง (อันนี้คนแถวนั้นแนะนำมา) แต่ว่าตอนเราไป โบสถ์ปิดแล้วอ่ะ เลยเดินวนนิดนึงแล้วออกมา ข้ามถนนมาที่วัดบุพพารามแทน ไหว้พระเรียบร้อยตอน เกือบ 5 โมง
จากนั้นก็เดินต่อไปกาดหลวงหาของฝากกัน ครึ่งชั่วโมงได้ ก็กลับมาที่พักแล้ว อาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวออกเดินทางกลับสู กทม กันด้วยรถทัวร์ของนครชัยแอร์รอบ 2 ทุ่ม ถึง กทม ตี 5 พอดีๆ
สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ ไม่ถึง 4000 บาทเลยอ่ะ
ค่ารถไปกลับ กทม-เชียงใหม่ => 1300 บาท
ค่ารถสองแถวไป อช ผ้าห่มปก 1700 บาท (หารแปดคน) => 215 บาท
ค่าอุปกรณ์เครื่องนอน (จำราคาไม่ได้แน่นอน) น่าจะ => 250 บาท
ค่ารถขึ้นผ้าห่มปก + ไปส่งที่ทางขึ้นอ่างขาง 2000 บาท (หารแปดคน) => 250 บาท
ค่าบ้านพักในโครงการหลวงอ่างขาง 1000 บาท (หารแปดคน) => 125 บาท
ค่ารถสองแถวขาวที่พาเที่ยวดอยอ่างขาง 2000 บาท (หารแปดคน) => 250 บาท
ค่ารถเข้าเมืองเชียงใหม่ + รถแดงไปที่พัก 1200 บาท (หารแปดคน) => 150 บาท
ค่าที่พัก พาโกด้าอินน์ คนละ => 240 บาท
รวมทั้งสิ้นก็ ประมาณ 2800 บาท
ค่ากิน กับค่าเดินทางเล็กๆน้อยๆในเมือง ก็อีกประมาณ 1000 บาทเอง
งานนี้สนุก แล้วก็คุ้มค่าจริงๆ ค่ะ
ปล.1 การติดต่อที่อุทยานแห่งชาติผ้าห่มปก เกี่ยวกับจองที่พัก หรือขึ้นดอยผ้าห่มปก จนท บอกว่า ให้โทรมาก่อน ประมาณ 1-2 สัปดาห์ นะคะ เพราะเราโทรไปตั้งแต่ต้นเดือน เค้าบอกว่า ให้โทรมาใหม่ตามช่วงที่บอกอ่ะค่ะ
ปล.2 ถ้าจะจองบ้านพักในโครงการหลวงที่ดอยอ่างขาง ให้โทรล่วงหน้านานๆ หน่อยนะคะ เพราะว่าเต็มเร็วมาก หรือไม่ก็นอนที่พักด้านหน้าโครงการ มีหลายที่เชียวค่ะ ราคาก็มีทั้งแพงและถูกให้เลือกสรร
ปล.3 รถโดยสารที่จาก ตัวเมืองเชียงใหม่ ไปอำเภอฝาง มีทั้ง รถบัส รถตู้ และรถสองแถวสีส้ม ให้ไปขึ้นที่ท่ารถช้างเผือกนะคะ ราคา ประมาณ 80-100 บาท (ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่ประมาณนี้แหละ) ขากลับจากอ่างขางก็ ตรงตีนดอยเลยค่ะ ข้ามถนนไปจะเป็นป้ายรถพอดี โบกได้เลยค่ะ
ปล. 4 ตามไปดูรูปสวยๆได้ที่ http://siripaula.multiply.com นะคะ
November 11 (",) หลงเสน่ห์ (หนุ่ม) เมืองน่าน เข้าเต็มเปาเลยเรา (",)ขอบคุณรูปภาพการล่องแก่ง และ ข้อมูล จาก www.nantouring.com นะคะ
หลง ไม่หลง ก็ไม่รู้ล่ะ แต่ว่าปีหน้าคงต้องไปน่านอีกซักรอบนึง (อิอิ)
จุดเริ่มต้นของความหลง นี่มันเกิดจาก การล่องแก่งอย่างเดียวเลย ก็เราเอง อยากไปล่องแก่งที่ลำน้ำว้ามา 2 ปีได้แล้วล่ะ แต่ไม่มีโอกาสเหมาะๆ พอดีต้นปีนี้ได้ไปเดินงาน ไทยเที่ยวไทย เลยจุดประกายเราอีกครั้งนึง ยังไงปีนี้ช้านนน ต้องไปให้ได้
และแล้วก็เริ่มรวบรวมพลพรรค ได้แค่ 4 คน (ผ่านขั้นตอนการคัดสรร เยอะ เลยเหลือออกมาน้อย) หาวันที่น่าจะลงตัว เป็น ต้นเดือน พย. นี่ล่ะ ถึงแม้ว่าจริงๆแล้ว ตั้งใจไปทริปตอนวันปิยะฯ แต่ว่า มันเต็ม (ขนาดจองล่วงหน้า เดือนครึ่งเลยนะ) เลื่อนไปเลื่อนมา ก็ได้วันที่ 2-4 พย. นี่ล่ะ ลงตัวที่สุดแล้ว จองรถ จองทัวร์ ภายใน 1 สัปดาห์ก่อนเดินทาง
ราคาทัวร์ 3800 บาท ราคารถ vip 24 ที่นั่ง 700 บาท ไปกลับก็ 1400 รวมเท่าไหร่คิดกันเเองนะ
และแล้ว เดือน พฤศจิกายน ก็มาถึง
เย็นวันที่ 1 เริ่มออกเดินทางจาก สถานีขนส่งสายเหนือเวลา 20.15 เราเองก็ตั้งใจนอนเลย ไม่ลงไปไหน กลัวนอนไม่หลับ แล้วไม่มีแรงล่องแก่ง (เว่อร์ไปมั้ยเนี่ย)
เช้าวันที่ 2 เดินทางมาถึง บขส น่าน เวลา ตี 5 กว่าๆ มีรถสองแถวสีแดง (ข้างรถเป็นป้ายโฆษณา dtac ด้วย) มารับ ทำให้เราได้เห็นหน้าค่าตาของเพื่อนๆร่วมทริปกับเรา ที่มารถทัวร์เดียวกัน 11 คน แล้วก็พาเรามาส่งที่ น่านทัวริ่ง & ครัวเฮือนฮอม นี่เอง
หน้าตา ออฟฟิศน่านทัวริ่งค่ะ
หลังจากจัดการอาหารเช้า และทำการเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว เป็นชุดเตรียมล่องแก่งแล้ว ก็ทำการ แพ็คของ เท่าที่จำเป็น ลงถุงกันน้ำ สีเหลือง (1ใบ ใส่ 2คน) ก็จัดอยู่สองสามรอบอ่ะ อยากขนไปทุกอย่างนี่นา
สัมภาระค้าบบบ
คุณสงกรานต์ กำลังอธิบาย สถานที่เที่ยวในน่านให้ลูกทริปฟังจ้า
จากนั้นเวลา ประมาณ 8 โมงเศษๆ ก็เริ่มออกเดินทาง ด้วยรถสองแถว 2 คัน โดยมีสมาชิกทั้งหมด 16 คน สู่ บ้านสบมาง อ.บ่อเกลือ เพื่อเริ่มต้นการล่องแก่งลำน้ำว้าตอนกลาง (ระยะทาง 80 กม.) โดยที่ระหว่างทางจะผ่าน ดอยภูคา (เสียดายจังยังไม่บาน) และ แวะทานอาหารกลางวันที่ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ของสมเด็จพระเทพฯ
ลานดูดาวที่ภูคา และ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา
จากนั้นก็เดินทางต่ออีก 15 นาที ก็ถึงแล้วค่ะ มีสตาฟฟ์ มาจัดเตรียมให้เราพร้อมอยู่แล้ว รวมทั้งมีการอธิบายถึงวิธีการพาย และข้อควรปฏิบัติ หลายๆอย่างระหว่างการล่องแก่ง เมื่อพร้อมแล้วก็เริ่มลุยเลย (หลังจากนี้ ระหว่างที่อยู่บนแพยาง เราไม่ได้เอากล้องขึ้นมาถ่ายภาพ ดังนั้นภาพขณะอยู่ในแพ จะเป็นภาพจาก nantouring นะคะ)
พี่ๆสตาฟฟ์ กำลังจัดของและเตรียมความพร้อมค่ะ
มาดูแก่งกันก่อนดีกว่า
เริ่มต้นการล่องแก่งค่ะ แก่งแรกนี้คือ แก่งเสือเต้นห้วยลอย มีสมาชิกเราคนนึง แอบลงไปเล่นน้ำก่อนคนอื่นเค้าด้วยล่ะ (ภาพจาก www.nantouring.com)
ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เราก็มาถึงแคมป์ แรกกันแล้วค่ะ เนื้อตัวเปียกกันพอสมควร ก็ระหว่างทาง เราแอบลงไปเล่นน้ำกันด้วยไงล่ะ ที่แคมป์อากาศไม่เย็นเท่าไหร่ค่ะ เพราะไม่มีลม แต่น้ำที่ใช้อาบนี่เย็นเจี๊ยบเลย สั่นกันผั่บๆ พี่สตาฟฟ์ เค้าบอกว่า ต่อท่อน้ำลงมาจากน้ำตกบนนู้นนนนน (พี่ๆเค้าเก่งอ่ะ เป็นช่างประปากันได้ด้วย นอกจากพายเรือเป็นแล้ว)
ห้องน้ำห้องส้วม ก็มีให้ ไม่ต้องขุดหลุมเอง (ซ้ายห้องน้ำ ขวาห้องส้วม)
ระหว่างที่พวกเราจัดการธุระส่วนตัวกัน พี่ๆสตาฟฟ์ก็มาจัดแจงกางเต็นท์ให้ และอีกส่วนหนึ่งก็ไปเตรียมอาหารเย็นให้เราด้วย พอพวกเราอาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้วก็ออกมาทานข้าวเย็นกัน อร่อยทุกอย่าง
หน้าตาอาหารเย็น กับเต็นท์ที่พัก
เช้าวันที่ 3 แล้วจ้า ก็ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้ามานั่งทานกาแฟกัน (หลังจากแปรงฟันแล้วนะ) อากาศกำลังดีเลย ไม่หนาว และ ไม่ร้อน แค่เย็นๆ ซักพักนึงก็มีอาหารเช้ามาตั้งให้พวกเรากินแล้ว อิ่มกันดีแล้วก็จัดการเปลี่ยนชุดเป็นชุดล่องแก่งมะวานนี้ล่ะ แล้วก็เก็บของซะ 8 โมงกว่าๆ เตรียมล่องแก่งกันต่อ เพราะวันนี้ของจริงทั้งวันเลย มีแต่แก่งระดับ 3-5 น่ากัวจิงๆด้วยยยยย
โดยแก่งของครึ่งเช้าวันนี้ จะเป็น แก่งหลวง แก่งห้วยเดื่อ และแก่งผีป่า (อันนี้คือแก่งใหญ่ๆหน่อยนะ) นายท้ายและนายหัว จะสั่งเราให้ช่วยกันพายไม่งั้น ก็ติดแก่งแน่ๆ เพราะแต่ละแก่ง มีช่วงโค้ง และมีระดับน้ำที่ไม่ธรรมดาเลย
แก่งห้วยเดื่อ (ภาพจาก www.nantouring.com)
แก่งผีป่า (ภาพจาก www.nantouring.com)
หลังจากผ่านแก่งมาได้พักนึง ก็แวะทานอาหารกลางวันกันที่ริมหาดทรายแม่สะนานริมน้ำว้า นั่นล่ะค่า รอเพื่อนอีกกรุ๊ปนึงด้วยค่ะ ที่มาล่องแบบ 2 วันค่ะ สตาฟฟ์ก็พากันเดินขึ้นไปขนของลงมา (ว่าจะเดินไปช่วยอยู่ แต่เห็นทางแล้ว ขอบายดีหว่า ขึ้นเนิน 1-2 กม.)
ผ้าปูโต๊ะอาหารชั้นดีเลยนะเนี่ย
อาหารกลางวัน เยอะสุดๆ มีแกงฮังเล มีน้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง ไส้อั่ว แคปหมู ตำขนุน ผัดเผ็ดอะไรไม่รู้ แล้วก็ ไข่ปลาห่อใบตองเนี่ย
หลังจากอิ่มข้าวเหนียวกันดีแล้วก็ต้องลงพายเรือผ่านแก่งกันต่อนะจ๊ะ ตอนบ่ายนี่ก็มีแก่งเยอะอยู่ อย่างแก่งแม่สะนาน แก่งขอน แก่งสบหมาว แก่งครก แก่งขี้นก 1 & 2 แต่ที่เด็ดๆเลยก็ ผารถเมล์ (เทกระเทย) ได้ชื่อมาเพราะแกงค์กระเทยเคยมาคว่ำที่แก่งนี้มาแล้วไง แก่งใหญ่อยู่นะ ใจแป้วเลย แต่ก็สนุกดี (ตอนผ่านมาได้แล้วก็สนุกดิ)
ผารถเมล์ (เทกระเทย) (ภาพจาก www.nantouring.com)
พายกันต่ออีกสามชั่วโมงได้มั้ง ก็มาถึงแคมป์ 2 แล้ว ดีใจจัง อยากอาบน้ำ เพราะตัวเปียกโชกเลย หนาวอ่ะ ห้องน้ำที่นี่เก๋ไก๋ ไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย
สไตล์บาหลีสุดๆมั้ยอ่ะ สายน้ำจากกระบอกไม้ไผ่
เผื่อใครเขินก็มีห้องหับมิดชิด นะ ห้องน้ำก็สะอาดดีค่ะ
บรรยากาศในแคมป์
ที่จอดเรือ และบรรยากาศริมน้ำที่แคมป์
วันนี้อาหารเย็นมีพิเศษด้วย ลืมบอกไปว่าระหว่างทาง พี่สตาฟฟ์ เค้าแวะเก็บผัก แวะจับปลากันริมน้ำนั่นล่ะ(ดำมุดลงไปจับเลยอ่ะ) กินปลาคังสดๆ กินผักกูดสดๆกันจิงๆเลยมื้อนี้ (โอ๊ยผักกูดไม่ได้กินนานนนนมากแล้ว) คนอาไร้ พายเรือก็เก่ง จับปลาก็เป็น ทำกับข้าวอร่อย ประทับใจจริงๆเลยพี่ อิอิ
พี่คนเนี้ยแหละ everything จริงๆ
อะนะ กินอิ่ม พูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ แล้วก็เตรียมไปนอนได้แล้ว ตอนนอนมันปวดไปหมดเลย เฮ้อ สงสัยจะเริ่มแก่ นอนริมน้ำว้าอีกคืนนึง ดีจริงๆ อืม เห็นเค้าว่าสตาฟฟ์จะออกไปจับปลารอบดึกกันด้วย (กลัวลูกทริปไม่มีอะไรกิน) อิอิ
เช้าวันที่ 4 วันสุดท้ายแล้วดิ วันนี้ตื่นขึ้นมาแบบไม่อยากตื่น ก็น้องเล็กสุดในแคมป์ (9 ขวบ) ส่งเสียงปลุกซะจน ต้องตื่น เฮ้อ ไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วมากินกาแฟ อาหารเช้ากันดีกว่า วันนี้พี่ๆสตาฟฟ์ เค้า late กันอ่ะ เราตื่นเค้ายังไม่ตื่น แต่ก็ดีค่ะ มีเวลาทำนู่นทำนี่หน่อย วันนี้กว่าจะเริ่มออกเดินทางก็ 9 โมงแล้วอ่ะ
อาหารเช้าวันสุดท้ายที่ลำน้ำว้าแล้วนะ ไข่เจียวนี่ขายดีสุดเลย
ออกพายกันอีกราวๆ 2 ชั่วโมงเศษๆ ก็จบแล้วล่ะ แต่ว่า 2 ชั่วโมงนี้ ก็เจอแก่งใหญ่ๆหลายแก่งเลยนะ แก่งเสือเต้นแม่จริม (เสือเต้นกันบ่อยแฮะ) แก่งโดด 1 & 2 แก่งใหม่ แก่งสร้อย และแก่งยาว ปิดท้ายค่ะ
แก่งสุดท้ายของลำน้ำว้าตอนกลางแล้ว (ภาพจาก www.nantouring.com)
ก่อนถึงจุดขึ้นจากน้ำ ที่อำเภอแม่จริม พี่ๆสตาฟฟ์ เค้าก็ปล่อยพวกเราลอยคอมาซัก 200m ได้ สนุกดีค่ะ ขึ้นมาก็ดื่มน้ำเย็นๆชื่นใจ แล้วก็ขึ้นรถขนหมู ไปต่อสองแถวเหมือนเดิมจ้า
พี่สตาฟฟ์ เก็บแพ เก็บของ พวกเราอยู่บนรถขนหมูแล้ว
รวมมิตรล่องแก่ง (ภาพจาก www.nantouring.com)
ใช้เวลาเดินทาง จากอำเภอแม่จริม ประมาณ ชั่วโมงนิดๆก็มาถึงตัวเมืองน่านกันแล้ว เค้ามีแข่งเรือยาวกันด้วย แต่ว่าตอนนี้ขอไปอาบน้ำทานข้าวกลางวันก่อนแล้วค่อยว่ากันเด้อ
หลังจากทำภารกิจส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ก็เก็บของใส่กระเป๋ากันให้ดีเตรียมกลับบ้านได้เลย แต่ว่า ยังบ่ายอยู่ ก็เลยไปเที่ยวในเมืองกันนิดหน่อย เริ่มจาก พิพิธภัณฑ์น่าน (อยู่ติดกับน่านทัวริ่งเลย) แล้วก็ไปวัดหัวข่วง (อยู่ข้างๆ) แล้วก็วัดช้างค้ำ (อยู่ตรงข้ามเลย) แล้วก็ขึ้นสองแถวไปนมัสการพระธาตุแช่แห้ง ก่อนที่จะกลับมาในตัวเมือง ดูงานแข่งเรือ (แต่ว่ามันจบแล้วอ่ะ)
พิพิธภัณฑ์
วัดหัวข่วง
วัดช้างค้ำ
พระธาตุแช่แห้ง และวิวเมืองน่าน
งานแข่งเรือ
หลังจากนั้นก็ไปเดินตลาดอีกนิดหน่อย ก่อนเดินกลับออฟฟิศน่านทัวริ่ง และทานอาหารเย็นที่ครัวเฮือนฮอม และแล้วเวลาที่ต้องจากเมืองน่านก็มาถึงแล้ว รถทัวร์รอบ 19.45 ที่พาเราออกจากเมืองน่านมาส่งที่ กทม.
bye bye เมืองน่าน แล้วคงได้เจอกันอีกนะจ๊ะ หวังว่า คงจะได้เจอทั้งเมืองน่านและหนุ่มเมืองน่านอีกนะ October 29 ส่งท้าย ... งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ได้ปิดฉากลงไปแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี่เอง โดยงานนี้จัดขึ้นที่ศูนย์ฯสิริกิติ์ นี่เอง ตั้งแต่วันที่ 18-28 ตุลาคมที่ผ่านมา
คอหนังสือ และนักอ่านตัวยง อย่างเรา (เอ๊ะ นักอ่านจิงป่าวหว่าเรา) จะพลาดได้ไง ไปมาตั้ง 2 รอบ ก็หมดไปหลายบาทอยู่อ่ะ
เริ่มต้นเลย เคยรู้ว่ามีงานหนังสือมาซัก สามสี่ปีแล้วล่ะ แต่ว่าไม่ได้สนใจ ไม่ได้คิดว่าจะต้องไปเดิน เพราะไม่ชอบคนเยอะๆ แต่ว่า บังเอิญมีอยู่ปีนึง (น่าจะปี 47) ได้มีโอกาสไปเดิน (วันธรรมดา โดดงานไป) แล้วเกิดชอบมากมาก เพราะว่าหนังสือมันเยอะมากเลย และเราเชื่อว่า เราจะไม่สามารถหามันทั้งหมดได้ในร้านหนังสือร้านเดียว แน่ๆ แล้วคนก็ไม่ได้ถือว่าเยอะมาก พอเดินได้ ราคาหนังสือ ก็ลด 20% ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยนะ บางเล่มลดเยอะกว่านั้นอีก
จากนั้นมา เราเลยจะต้องไปเดินทุกครั้งที่มีการจัดงาน โดยที่ปีนึงจะมี 2 ครั้ง และมักจะเป็นในช่วงปิดเทอม ประมาณ เดือน มีนา และเดือน ตุลา ของทุกปีเลย ทำให้ลักษณะการซื้อหนังสือของเราเปลี่ยนไป จากไปเดินตามร้าน เจอถูกใจก็ซื้อ เป็นดูเอาไว้ว่าอยากได้เล่มนี้ แล้วค่อยรอซื้อในงาน ก็ประหยัดได้หลายบาทอยู่นะ
เอาละมาดูกันว่าคราวนี้ เราไปมาตั้งสองรอบ (วันที่ 23 กับ 25) จะได้หนังสืออะไรมามั่ง และหมดไปกี่บาทกัน อิอิ
ไล่ตาม เล่มที่ซื้อเล่มแรกเลยแล้วกันนะ
เล่มนี้ ไม่รู้นึกไงเหมือนกันเลยซือมา แบบว่าเห็นแล้วก็อยากดูเหมือนกัน เลยซื้อประเดิม ซะเลย (จำได้ว่าซื้อชั้นล่าง แต่ร้านไหนก็ลืมไปแล้ว) ราคาเต็ม 295 ลด 20% เหลือ 236 บาท 2 เล่มนี้ซื้อพร้อมกันที่บูทสำนักพิมพ์ ต่วยตูน เล่มละ 250 บาท ลด 20% ก็เหลือ เล่มละ 200 รวมแล้วก็ 400 บาท (แอบแพงเนอะ) เดินไปเดินมาเจอบูทสำนักพิมพ์เมเปิ้ล เลยได้เล่มนี้มาอีก เป็นเล่มที่ 4 ต่อจาก 3 เล่มแรกที่ซื้อมาจากงานคราวที่แล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กคนนึงที่เหมือนถูกกำหนดมาว่าจะต้องเป็นพ่อมด และได้รับการฝึกให้เป็นพ่อมดโดยพ่อมดมืออาชีพแล้ว อ่านสนุกๆ ไม่น่ากลัว ราคาเต็มก็ 275 แต่เราก็ซื้อมาได้ในราคา 220 บาท ขึ้นมาชั้นบน ก็เดินไปที่บูทนายอินทร์เลย เรื่อง deception point เนี่ย ตั้งใจมาซื้อเลยล่ะ เพราะมีหนังสือของแดน บราวน์ 3 เล่มแล้ว อยากได้เล่มนี้ แล้วก็เดินไปเดินมาก็ได้มาอีก 2 เล่ม ก็เคยคิดว่าอยากอ่าน เพราะว่ามีหนังสือของคนแต่งคนนี้แล้ว คือเรื่องปาฏิหาริย์รักต่างภพ (Just like Heaven) ก็สนุกดี แล้วสองเล่มนี้ก็ดูน่าอ่าน เลยสอยมาทั้งคู่ สรุปแล้วที่บูทนายอินทร์ หมดไป 550 บาท จากราคาเต็ม 355+165+170 = 690 บาท 3 เล่มนี้ได้มาจากบูทของมติชนเค้าล่ะ จริงๆก็ไม่คิดว่าจะซื้อหรอกนะ แต่ก็อย่างเล่มแรก happy เนี่ย ก็คิดว่าซื้อมาอ่านหน่อยก็ดี แต่ว่ามันลดแค่ 15%เอง ก็เอาน่า อุดหนุนหน่อยดีกว่า ส่วนนิยายอีก 2 เรืองของ นิโคลัส สปาร์ค อยากได้ message in a bottle มาลองอ่านดู (เพราะมี ทั้ง a walk to remember , notebook , bend on the road แล้ว) ส่วนเล่มสุดท้ายนี่ ก็ไหนๆก็มาแล้วซื้ออีกซักเล่มแล้วกัน ก็ลด 20 % ทั้งคู่นี่นา จริงๆแล้วมีอีก 2 เล่มที่อยากได้ เป็นหนังสือความรู้นิดนึง แต่ว่าหิ้วมะไหวแล้วเรา สรุปแล้วที่นี่เราจ่ายไปอีก 583 บาท (210-15%) + (240-20%) + (265-20%) จริงๆแล้วเรายังมีซื้อพวกวารสารท่องเที่ยว ของทริป กับ ของ อสท มาอีก 4 เล่ม ราคา 135 บาท (แต่ไม่ได้ถ่ายมาให้ดู) เอาไว้ก่องละกัน
ข้างล่าง 2 เล่มนี้ ได้มาวันที่ 25 ตอนค่ำๆ ไปเดินกะไอ้กานต์อีกรอบนึง มันก็ซื้อแหลกใช่ย่อย เราเองก็อยากได้หนังสือถ่ายรูป & กล้องดิจิตอล อยู่แล้ว ก็เลยลองเดินดูก็ได้มา 2 เล่มนี่ล่ะ เล่มนี้อ่านจบแล้วอ่ะ ก็คิดว่าคิดไม่ผิดที่ซื้อมา ให้ความรู้ในสิ่งที่เราต้องการจะรู้ได้ดีพอสมควรเลยล่ะ ราคา 250 ลดเหลือ 200 บาท
เล่มนี้เลยจุดที่คิดว่าจะซื้อแล้วอ่ะ แต่แบบ เดินวนไปวนมาก็เลยหยิบมาดูซะหน่อย ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อ แต่ว่าแกะซองเค้าออกมาแล้วอ่ะ เลยซื้อก็ได้ หมดไปอีก 200 บาทถ้วน จากราคา 250
สรุปแล้วหมดไปกับงานนี้ ประมาณ 2500 กว่าๆ ประหยัดไปได้ 20% ก็ 500 บาทเลยนะเนี่ย
สุดท้าย อยากจะชวนมาอ่านหนังสือกันเถอะ รู้มั้ยว่าคนไทยนะ อ่านหนังสือแทบจะน้อยที่สุดในโลกเลยนะ เฉลี่ยคนนึงอ่าน 2 เล่มต่อปีเท่านั้นเอง ถ้าเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วเนี่ย เค้าอ่านกันปีละ หลายสิบเล่มเลย (เหยียบร้อยเลย) อย่างเวียดนามเอง เค้าอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละประมาณ 50 เล่มเลยนะ ไม่น้อยเลยอ่ะ
แต่จะว่าไป ราคาหนังสือมันก็ไม่ได้ถูกอ่ะนะ สำหรับเด็กในต่างจังหวัด จะเอาตังค์ที่ไหนไปซื้อล่ะ ก็คงต้องยืมจากห้องสมุดเป็นหลัก ถ้าอย่างงั้น วันหลังเราบริจาคหนังสือให้ห้องสมุดใน ตจว กันดีกว่า ใครมีโครงการดีๆก็แจ้งมาได้เลยนะ October 23 ไ ม่ มี ทุ ก ค น ... ไ ม่ มี b o d y s l a mมีโอกาสได้ไปดู Body Slam : Save my life concert มาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลา ที่ อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก
ขอบอกว่าตั้งใจจะไปดูมากๆ เลย หลังจากพลาดจาก concert จากอัลบั้มที่แล้ว คราวนี้เลยตั้งอกตั้งใจเต็มที่ว่าต้องไปดูให้ได้
ตั้งแต่จองบัตรรอบแรก ใจแป้วเลย ว่าบัตรเต็มเร็วมากๆ แต่ก็ดีใจ ที่เค้าเปิดรอบสอง (ขนาดรอบสองยังได้บัตร 800 มาเลยอ่ะ เราว่าเราเข้า web ไปจองเร็วแล้วนะ)
เอาเถอะ แต่ยังไงก็ได้ไปดูแล้วล่ะ ดีใจ๊ดีใจ เล่าถึงคอนเสิร์ตให้ฟังดีกว่า
********************************************
อาจจะไม่ครบถ้วนกระบวนความเท่าไหร่นะคะ แต่จะเรียบเรียงจากที่จำได้ และขออ้างอิงจาก gmember ประกอบด้วยแล้วกัน (ภาพประกอบจาก gmember ด้วยเช่นกันค่ะ ก็เค้าไม่ให้เอากล้องเข้าไปนี่นา)
คอนเสิร์ตเริ่มประมาณ 19.15 (ข้าพเจ้ายังอยู่ในห้องน้ำอยู่เลย) ด้วยวงเปิดคือ sweet mullet (วงนี้เคยได้ยินชื่อ แต่ไม่คุ้นเพลง) แล้วก็วง Klear (วงนี้ไม่เคยได้ยินชื่อ เลย แต่นักร้องนำเป็น ผู้หญิง เสียงดีเลยล่ะ)
และแล้ว ราวๆ 19.45 ก็ถึงเวลาของ body slam แล้ว ฉากเวที ที่เป็นจอขนาดใหญ่ ก็เปิดออก เปิดตัว 4 หนุ่ม ด้วยมาดเท่ห์มากๆเลยอ่ะ (กรี๊ดดังๆ ซักที) ตอนเปิดตัวนี่ เป็น sound ของเพลงแค่หลับตา เป็นท่อน intro ที่เป็นเสียงของปนัดดา และเมื่อทุกคนเข้าประจำตำแหน่งแล้ว ก็เริ่มต้น concert ด้วยเพลง ยาพิษ ขอบอกว่าโดดกันกระจาย (เป็นเพลงช้าที่มันส์มากเลยให้ตายเหอะ) ต่อด้วยเพลง bodyslam (drive) มาถึงตอนนี้ก็นั่งกันไม่ลงแล้ว ต่อด้วย ชีวิตเป็นของเรา (believe) อีกเพลงนึง
จากนั้น พี่ตูน ก็เริ่มทักทาย พี่น้อง มิตรรักแฟนเพลง แล้วก็เกริ่นเข้าเพลงช้าซะ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเพลง ปลายทาง (drive) โดนจริงๆเลยตู เพลงเนี้ย แล้วก็ยังต้องมาอินต่อกับเพลง ขอบฟ้า (believe) ตามมาด้วยเพลง ขอบคุณน้ำตา แล้วก็ นาฬิกาตาย เพลงนี้ได้พี่โก้ Mr.Saxman มาเป็นแขกรับเชิญด้วย แถมดวล กับ กีตาร์ของพี่ยอดอีก อู๊ย พี่ยอดเก่งจัง
จบจาก ชุดเพลงเศร้าเคล้าน้ำตาแล้ว ก็เริ่มทำจังหวะ เร่งมาอีกนิดนึง แต่ เพลงก็ยังเศร้า ทำร้ายจิตใจเราอยู่ (อิอิ) อย่างเพลง อากาศ (bodyslam) ที่ตอนแรก ทำเนิบๆอยู่นานสองนาน ยืนรอจะโดดอยู่หลายนาที ในที่สุดก็เป็น version ปกติซะที โดดสมใจแล้ว ก็มาต่อด้วยเพลง ความซื่อสัตย์ (drive) เป็นเพลงโปรดเราเพลงนึงเลยนะเนี่ย ต่อจากนั้นพี่ตูนก็ขอบคุณทุกคนที่สละเวลามาดู แม้ว่าพรุ่งนี้จะต้องไปทำงาน ไปเรียน ต้องไปเจอคนทีไม่อยากเจอ ก็อย่าคิดมากปล่อยว่าง ช่างแม่ง โดนใจจิงๆ แล้วก็เข้าเพลง ท่านผู้ชม พร้อมด้วยทีมเชียร์ลีดเดอร์ ของ ม.รังสิตมาแจม มันส์เป็นบ้า มันดูเปลี่ยนบรรยากาศดี ใครจะนึกว่า เชียร์ลีดเดอร์จะเข้ากะเพลง ได้ขนาดนี้ เริ่มคึกคักขึ้นมาแล้ว พี่ตูนให้ร้องตาม อยู่สามสีคำ เช่น โออีโอ จนมาเป็น โอะ โอ้ะ โอ๊ โน ใช่แล้ว เพลง หวั่นไหว (drive) นั่นเอง มันส์กันหยุดไม่อยู่แล้วก็ต่อด้วย เพลง คนที่ถูกรัก (believe) ทันที
จากนั้น พวกเค้ายังไม่หยุด (เล่นกันไม่มีพักจิงๆ ไม่เหนื่อยเหรอเพ่) มาต่อด้วยเพลง ความเชื่อ (believe) จังหวะนี้มี surprise น้าแอ๊ด คาราบาว มาร้องด้วย หูยมาเองเลย คุ้มค่าจิงๆ ไหนๆก็มาแล้ว น้าเลยเล่นอีกเพลงนึง เพลงรักต้องสู้ จากนั้น ก็เป็น vdo ที่พวกพี่ๆ ทุกคนกล่าวถึงคอนเสิร์ต ถึง แฟนเพลง => ถ้าไม่มีพวกคุณ ไม่มี body slam และอีกประโยคเด็ด ของคอนเสิร์ตคราวนี้คือ ขอบคุณดนตรีที่ทำให้เรามาพบกัน
หลังจากนี้ก็เป็นเพลง แค่หลับตา พร้อมแขกรับเชิญคือ ปนัดดา นั่นเอง จากนั้นก็ต่อด้วยเพลงอกหัก ซึ่งเป็นเพลงโปรดที่สุดในอัลบั้มนี้ และในที่สุดก็มาถึงเพลงสุดท้ายแล้ว เพลงคนมีตังค์ พร้อมแบงค์บอดี้สแลม ปลิวว่อนลงมาสู่ บริเวณบัตร 600 (ตูซื้อ 800 เลยไม่ได้รับแจกตังค์) อยากได้มั่งจังเลย แล้วจู่ๆ พี่ๆแกก็หายไปข้างหลัง ทำเป็นจบ
และแล้วก็ออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ด้านหลังมีคำว่า "Thank you for saving my life" หันหลังให้คนดูพร้อมส่ายตูดอีกตะหาก ทำไปได้นะ แต่ก็น่าร้ากกกกก
ปิดท้ายจริงๆด้วย ยาพิษ version ที่พี่ตูนเล่นกีตาร์เองด้วย เป็นแบบเบาๆ แล้วก็ส่งท้ายสุดด้วย version ปกติ ให้คนดูแหกปากกันให้เต็มที่ ใครกลับไปเสียงไม่แหบ โกรธ
มันส์จริงๆ สมกับที่พี่ตูนบอกไว้ว่า ผมเหนื่อยเท่าไหร่ ทุกคนต้องเหนื่อยเท่านั้น และ คอนเสิร์ตจะสนุกหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ bodyslam อยูที่ทุกคน ฉะนั้น ใส่ให้เต็มที่
ปิดคอนเสิร์ตจริงๆราวๆ สี่ทุ่มครึ่งได้อ่ะ ตอนคนเริ่มออกไปแล้ว พี่ตูนถอดเสื้อแจกด้วย (ขอบอกว่าโอโม่มากๆ) แถมลงไปด้านล่างใกล้ชิดกะคนดูอีก โอ๊ย สนุกและประทับใจจริงๆ
กว่าจะถึงบ้านก็ห้าทุ่มครึ่งแล้วเรา
ปิดท้ายด้วยภาพคอนเสิร์ต จาก
http://www.gmember.com/members/nophoto/my_photo_view.php?memberphotoalb_id=2276&site_member_id=15365
เต็มที่ไปเลยเพ่ (ได้ใจจิงๆ พี่สองคนนี้ อิอิ)
พี่ปิ๊ด คู่เลย เท่ห์มากมายเลยงานนี้
เพ่ตูนเหรอเนี่ย น่ากั๊ว น่ากัว
แขกรับเชิญ คนแรก พี่โก้ Mr.Saxman
แขกรับเชิญ ต่อมา ทีม เชียร์ลีดเดอร์ของ ม.รังสิต
ทีเด็ดของงาน แขกรับเชิญคนสำคัญ น้าแอ๊ดคาราบาว
อันนี้เด็ดจิงๆ ออกมาอีกรอบ พร้อมเสื้อแบบนี้ แล้วกอดคอกันส่ายตูด อู้ย น่าร้ากกกกก จิงๆ
พี่ตูน + กีตาร์ กับยาพิษ เวอร์ชั่นพิเศษ
ท้ายคอนเสิร์ตแล้ว มันส์จริงๆคับท่านผู้ชม
September 16 รู้ไว้..ใช่ว่า (เพื่อสุขภาพของเราเอง)มีหลายเรื่องเลย ได้มาจาก e-mail เลยว่า น่าเก็บไว้เหมือนกัน
ผลกระทบของการอดนอน
งานวิจัยเชิงทดลอง โดยอาสาสมัครหนุ่มสาว ทดลองนอนหลับวันละ 4 ชม. เป็นเวลา 6 คืน เมื่อเจาะตัวอย่างเลือดพบว่า มีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นและควบคุมยาก ซึ่งเกือบจะเป็นเหมือนโรคเบาหวาน ร่างกายที่ไม่ได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม จะใช้อินซูลินได้น้อยลง คนอดนอนบ่อยๆ จึงมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานสูงกว่าปกติ
นักวิจัยยังพบว่าการอดนอนเป็นสาเหตุของโรคอ้วน โดยเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเร่งการเติบโตซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตทางกายภาพและควบคุมสัดส่วนของไขมันต่อกล้ามเนื้อในร่างกาย การอดนอนทำให้ฮอร์โมนนี้หลั่งน้อยลง ร่ายกายรู้สึกอยากอาหารมากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อฮอร์โมนเลปติน ซึ่งเป็นสารที่สื่อต่อระบบประสาทว่า ควรจะอิ่มได้เร็วหรือช้าเท่าใด ตามความต้องการอาหารของร่างกาย เมื่อระดับเลปตินลดลงจากการนอนน้อยผู้คนจะรู้สึกอยากอาหารมากขึ้นแม้จะได้กินอาหารจนได้พลังงานเพียงพอแล้วก็ตาม
การนอนไม่พอยังส่งผลต่อเม็ดเลือดขาวและกลไกการตอบสนองภูมิคุ้มกันต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เจ็บป่วยง่ายเมื่อเจอเชื้อโรค การนอนไม่พออาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง มีความเกี่ยวข้องกันในเรื่องวงจรการหลั่งฮอร์โมนแปรปรวน เนื่องมาจากการอดนอนและ แสงรบกวนในเวลากลางคืน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ฉะนั้น นอกจากเราควรจะนอนให้เพียงพอแล้ว เรายังไม่ควรเปิดไฟนอนอีกด้วย
อัศวินช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
ร่างกายของคนเราสามารถสร้างคอเลสเตอรอลได้เองอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดก็จะมีสูงขึ้นตามไปด้วยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน และหัวใจวายแน่นอน
อาหารบางอย่างมีคุณสมบัติช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลได้ เป็นอย่างดีเยี่ยม 6 อัศวินตัวสำคัญนั้นคือ
1.มะเขือต่างๆ..
2.หอมหัวใหญ่..
3.กระเทียม
4.ถั่วเหลือง..
5. แอปเปิล..
6.โยเกิร์ต
วันใดมื้อใดที่คุณมีเมนูอาหารซึ่งอุดมไปด้วยไขมันมากๆ ก็ควรรับประทานอัศวินตัวหนึ่งตัวใดเพื่อควบคุมไขมัน.
อาหารอันตรายเมื่อท้องว่าง
คุณทราบไหมว่าเมื่อท้องของคุณว่างแล้วคุณรับประทานอาหารเข้าไป อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของคุณได้ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะรับประทานอาหาร ควรเลือกชนิดของอาหารเสียก่อน
อาหารที่ไม่ควรรับประทาน ขณะท้องว่างมีชนิดใดบ้าง มีบางชนิดที่เราแทบไม่เชื่อเลยล่ะ
กล้วย.. เพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วยขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อย่างยิ่ง
กระเทียม.. เพราะจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหาร ได้รับการกระตุ้นเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง
ผัก.. การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปรกติ นอกจากนั้น ยังไม่ควรอาบน้ำ และออกกำลังกายด้วยเช่นกัน เพราะการอาบน้ำและการออกกำลังกาย ในขณะที่ท้องว่าง จะทำให้เกิดอาการช็อก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย
นมและนมถั่วเหลือง.. แม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน แต่จะเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อกระเพาะอาหาร มีสารอาหารประเภทแป้งอยู่ด้วย
เหล้า.. หากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง จะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
น้ำตาลหรืออาหารหวาน... ไม่ควรรับประทานอาหารหวานหรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต เพราะหากรับประทานขณะท้องว่าง จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต
ชา...ที่แก่เกินไป ชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ
ลูกพลับ.. ไม่ควรรับประทานลูกพลับในขณะที่ท้องว่างเพราะกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือออกมามาก หากไปรวมตัวกับยาง และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้วจะทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
โทษของน้ำต้มเดือดหลายๆ ครั้ง
น้ำประปามีแร่ธาตุหลายชนิด เมื่อต้มเดือดแล้วเดือดอีกหลายๆ ครั้ง น้ำจำนวนมากจะระเหยกลายเป็นไอ ส่วนที่เหลือจึงมีปริมาณแร่ธาตุ ชนิดต่างๆ เข้มข้นขึ้นมากและเกินมาตรฐานการบริโภค น้ำที่ต้มเดือดนานๆ ไอออนของซิลเวอร์ไนเตรทที่อยู่ในน้ำ จะเปลี่ยนเป็นซิลเวอร์ไนไตรท์ ซึ่งเป็นสารที่ให้โทษแก่ร่างกาย และแร่ธาตุบางอย่างที่เป็นโทษต่อร่างกาย จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเพราะการระเหยของน้ำ และอาจมากจนเกินขีดจำกัด ความสามารถของร่างกาย ในการกำจัดขับถ่ายออกมา จึงไม่ควรดื่มน้ำที่ ต้มเดือดแล้วหลาย ๆ ครั้ง
August 19 "เพื่อนธรรมดา"เขาไม่รู้ตัวเลย...เขาไม่รู้อะไร
ว่าใจของฉันเต้นแรงเวลาเจอกัน เขาไม่รู้จริงๆ...เขาไม่เห็นอาการ ที่คนอย่างฉันมันเก็บซ่อนไว้ภายใน แค่คนที่คุ้นเคยหนึ่งคน ไม่แปลก
เหมือนๆคนที่เขาแค่มองผ่านๆ พูดกันแค่ไม่กี่คำ แค่เพื่อนธรรมดาอย่างฉัน
ไม่มีสิทธิ์เป็นได้มากกว่านั้น
ก็เขาไม่เคยจะมองที่ฉันซักที ไม่เคยที่จะใส่ใจ ไม่มีทางจะดีกว่านี้
ยังไงก็เป็นได้เพียงแค่นี้
ก็ได้แต่...เตือนตัวเองทุกๆนาที อย่าหวังอะไรมากมายให้มันเกินตัว เขาไม่รู้ตัวเลย...เขาไม่รู้อะไร
ว่าใจของฉัน มันมีให้เขามานาน เขาไม่รู้จริงๆ เขาไม่รู้ใจกัน
ว่าคนอย่างฉันมันแอบคิดฝันไป แค่คนที่คุ้นเคยหนึ่งคน ไม่แปลก
เหมือนๆคนที่เขาแค่มองผ่านๆ พูดกันแค่ไม่กี่คำ แค่เพื่อนธรรมดาอย่างฉัน
ไม่มีสิทธิ์เป็นได้มากกว่านั้น
ก็เขาไม่เคยจะมองที่ฉันซักที ไม่เคยที่จะใส่ใจ ไม่มีทางจะดีกว่านี้
ยังไงก็เป็นได้เพียงแค่นี้
ก็ได้แต่...เตือนตัวเองทุกๆนาที อย่าหวังอะไรมากมายให้มันเกินตัว " แ ค่ เ พื่ อ น ธ ร ร ม ด า อ ย่ า ง ฉั น ไ ม่ มี สิ ท ธิ์ เ ป็ น ไ ด้ ม า ก ก ว่ า นั้ น ก็ เ ข า ไ ม่ เ ค ย จ ะ ม อ ง ที่ ฉั น ซั ก ที ไ ม่ เ ค ย ที่ จ ะ ใ ส่ ใ จ ไ ม่ มี ท า ง จ ะ ดี ก ว่ า นี้ ยั ง ไ ง ก็ เ ป็ น ไ ด้ เ พี ย ง แ ค่ นี้ ก็ ไ ด้ แ ต่ เ ตื อ น ตั ว เ อ ง ทุ ก ๆ น า ที อ ย่ า ห วั ง อ ะ ไ ร ม า ก ม า ย ใ ห้ มั น เ กิ น ตั ว . . ."
อย่ารู้เลย ว่าพูดถึงใคร
เค้าคงไม่รู้ตัวเลยมั้ง
เพราะยังไงก็เป็นได้แค่นี้
อย่าหวังอะไรให้เกินตัว . . .
"เพื่อนธรรมดา" "เพื่อนธรรมดา" "เพื่อนธรรมดา" "เพื่อนธรรมดา" "เพื่อนธรรมดา" "เพื่อนธรรมดา" "เพื่อนธรรมดา" "เพื่อนธรรมดา"
"ยังไงก็เป็นได้แค่นี้"
August 06 3 ตี๋ 4 หมวย ตะลุย XiaMenได้เวลาเดินทางอีกแว้ว คราวนี้ แบกเป้เองจริงๆเลย สมชื่อ "แบกเป้ท่องโลกกว้าง"
จริงๆ แล้ว ทริปนี้ เป็นทริป ไม่ได้ตั้งใจอ่ะ แบบว่าเพื่อนมันชวน ก็ใจง่ายตกปากรับคำ ยังไม่รู้เลยว่าเมืองนี้ มีอะไรเที่ยวมั่ง
ใจง้าย ใจง่ายเนอะ
แต่ก็เอาเถอะ มันเกิดขึ้นจากการที่เพื่อนหมวย มีโอกาสไปเรียนภาษาที่เมืองนี้มาเป็นเวลา 2 เดือน แล้วเพื่อนก็อยากลองจัดทริปบ้าง เลยเอาวะเป็นไงเป็นกัน
รู้สึกเราจะเปง 1st ลูกทัวร์เลย เพราะมันชวนคนแรก แล้วก็ตกปากรับคำคนแรก (รึป่าววะ)
แนะนำสมาชิกทัวร์คราวนี้ก่อน มี สามตี๋ ได้แก่ น้องไก่ น้องป๊อบ (รวมกันเป็นไก่ป๊อบ) แล้วก็แจ๊ค
สี่หมวย ก็มี หมี่ (แฟนแจ๊ค) สาย เรา ละก็เพื่อนหมวย (หัวหน้าทัวร์)
ออกเดินทางเลยดีฝ่า
ราวเกือบบ่ายโมง ของวันเสาร์ที่ 28 ก.ค. => เริ่ม ออกเดินทางจากบ้านเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ ถึงเวลาประมาณบ่ายโมงครึ่งติ๊ดๆ ต่อแถว check in แถวๆ zone E (ของ airasia อยู่แถวนี้) กว่าจะเรียบร้อย ก็เหลือเวลาเดินใน dutyfree แค่ครึ่งชั่วโมงเอง เลยไม่ได้ซื้อไรเลยอ่ะ (ดีประหยัดเงินดีอ่ะ) เวลาเครื่องออก ก็ 15.30 หิวก็หิว ของกินในนี้แพงมาก เราซื้อขนมปังกะว่าไปกินบนเครื่อง ซื้อไปสองอัน อันละ 70 บาท แม่เจ้า !! แพงจริงๆ
ต้องไปเข้า เกท ไกลสุดกู่เลย แถมไม่มีงวงเทียบอีก ขึ้นเครื่องบินก็เพิ่งเปิดแอร์ เครื่องมันจอดกลางแดดอ่ะ ร้อนมากเลย แต่พอบินไปได้นิดนึงก็ ok เย็นขึ้นแล้วล่ะ (low cost ก็งี้ล่ะ เนี่ยใช้บริการ airasia ครั้งแรกเลยนะเนี่ย)
วิวบนเครื่องบิน นั่งหลังปีกพอดี
ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเศษ ก็มาถึงสนามบิน XiaMen แล้วล่ะ เวลาประมาณ สองทุ่มกว่าของที่นั่น (เวลาเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมงจ้า)
มาถึงแล้วก็พบว่า เกิดการผิดพลาดทางเทคนิค คือว่า คืนนี้ ไม่มีที่นอน น้องที่นั่นไม่ได้จองไว้ให้ เลยต้องเข้าไปนอนในหอพัก มหาวิทยาลับ XiaMen ซึ่งราคา 200 หยวน ต่อคืน ก็แอบแพงอยู่ แต่ก็เอาเถอะ คืนเดียว พรุ่งนีจะออกไปจองคอนโดหน้า ม. ที่หอพักนี่เป็นหอพักของนักศึกษาต่างชาติ เค้าจะกันชั้น 9 & 10 ไว้เปิดบริการเหมือนโรงแรม (ราคาก็แพงแน่นอน) แต่ที่เราพักเป็นส่วนของที่พักนักศึกษาเลย อยู่ชั้น 3 (ช่วงนี้ปิดเทอมแล้วคนเลยไม่เยอะ มีห้องว่างเยอะ ) ห้องก็สะอาด สบายดีนะ ที่สำคัญ ปลอดภัยแน่นอน เพราะอยู่ใน ม. (เค้าบอกว่าที่นี่จองไม่ได้ต้อง walk in เท่านั้น)
จัดการอะไรเรียบร้อยแล้วก็เดินออกไปหน้า ม. (ซอยชื่อ ต้า เฉว เฉิง อยู่ตรงข้ามประตูซีเหมินพอดี) ไปหาข้าวกิน หิวมาก กินเกี๊ยวน้ำไป 1 ชาม เพราะเป็นร้านเดียวที่ยังเปิดอยู่ (เวลาขณะนั้น ห้าทุ่มแล้วล่ะ)
ราคา 3 หยวนเองแต่ชามไม่ใหญ่นะ ชามเท่าพวกชามซุป เวลากินข้าวมันไก่ แต่มันแน่นชามมากเลย ถ้าเป็นบะหมี่อย่างเดียวก็ 1 หยวน เห็นน้องผู้ชายกินกันประมาณ 3 ชาม ไม่เกิน 7 หยวนต่อคน ถือว่าถูกนะ ส่วนน้ำดื่ม ต้องไปซื้อร้านอื่น ที่นี่ในร้านขายข้าว ไม่มีน้ำดื่มขายค่ะ (น้ำอ่ะแพง น้ำเปล่า 2 หยวน น้ำผลไม้ 3-5 หยวน แต่เพื่อนกิน pepsi บอกว่าถูกกว่าบ้านเรา)
จริงๆแล้วก่อนกินก๋วยเตี๋ยว ไปยืนกินของกินเล่นแล้วล่ะ ชื่อว่า เข่าโร่ว เป็น การเอาของมาเสียบไม้ย่าง โรยเกลือกับผงพริกปาปริกา มีทั้งหมู ผักต่างๆ(ไม้ละอย่าง) ไส้กรอก แป้งไช้เท้าเป็นก้อนๆ อร่อยดีเหมือนกัน แต่เราว่ามันเค็มอ่ะ ราคาก็ไม่แพง ตั้งแต่ หมู 5 ไม้ 1 หยวน (วิญญาณหมู) ผักต่างๆก็ ครึ่งหยวนมั่ง 1 หยวนมั่ง ไส้กรอก 2 หยวน มีข้าวโพดเป็นฝักๆด้วยนะ แต่ไม่รู้ราคา (คนที่นี่ท่าทางจะชอบกินข้าวโพด เด๋วจะเล่าต่อ) ไม่มีรูปให้ดูอ่ะ พอดีไม่ได้เอากล้องออกไปด้วย
ระยะทางระหว่างหอพักกับหน้า ม. ก็ถือว่าไกลมากนะ ซัก กิโลนิดๆได้ แต่ว่า ดูไม่เปลี่ยวเลย ดึกแล้วก็ไม่น่ากลัวเลยล่ะ เราว่า ม. เค้าสวยนะ อาคารดูสวย สะอาดเป็นระเบียบ ระหว่างทางเดินมีต้นไม้ปลูกตลอดเลย พรุ่งนี้เช้าคงเห็นว่าจะสวยขนาดไหน
กว่าจะกลับถึงห้อง อาบน้ำนอนก็ ตี 1 ครึ่งแล้วล่ะ เหนื่อยแฮะ
ที่เวลา ราวๆ 8 โมงครึ่งของวันอาทิตย์ที่ 29 ก.ค. => จริงๆ นัดกัน 8 โมง แต่ว่า ตื่นไม่ไหว เลย late ไปหน่อย ต้องเก็บกระเป๋า check out เลย ( 8 โมงเช้าที่นู่น ก็ 7 โมงบ้านเรานะ) หมวยพาขึ้นไปบนดาดฟ้า ชมวิวของ ม. สวยมากเลยอ่ะ ที่นี่ดูสะอาดๆ แต่ว่า อากาศมันดูขมุกขมัว คือร้อนมาก แต่ดูวิวแล้วเหมือนฟ้าไม่ใส น่าจะเพราะฝุ่นเยอะ ที่นี่เค้ากำลังก่อสร้างตึกกันทั้งเมืองเลย
วิวจากชั้นดาดฟ้าของหอพัก สวย สะอาด บรรยากาศดี น่ามาเรียนมั้ยล่ะ
ที่เห็นนี่ 1 ใน 3 ของมหาวิทยาลัยนะ จริงๆแล้วใหญ่มาก
พอลงมาก็ check out เรียบร้อยก็ออกไปหน้า ม. (ลากกระเป๋าไปด้วย เลยดูไกลจัง) หาเรื่องถ่ายรูปวิวสวยๆของ ม. เค้าดีกว่า
สวยมั้ยล่ะ เราว่าสวยนะ
ออกมาถึงหน้าคอนโด ก็ติด่อเรื่องที่พักของอีก 2 คืนที่เหลือ จากร้านขายของชำข้างคอนโด (เป็นนายหน้าแน่ๆ) เรียบร้อยแล้วก็หาอะไรกินดีกว่า 9 โมงกว่าแล้วล่ะ มื้อนี้เพื่อนหมวย แนะน้ำให้กินร้านอาหารไต้หวัน ในซอยนั้นแหละ เหมือนเป็นร้านใต้คอนโดแถวนั้นแหละ
อาหารเป็น set มีข้าว 1 ถ้วย พร้อมกับของที่เราสั่ง 1 จาน แล้วก็มีน้ำซุปไข่ (จืดมากๆ) วันนี้เราสั่ง มะเขือผัดไข่ สนนราคา 6 หยวน (ปกติในร้านจะมีชาร้อนให้ฟรีอยู่แล้วจ้า) ของคนอื่นก็ 7-8 หยวน แล้วแต่ของที่สั่ง
เติมพลังมื้อเช้า
กว่าจะกินกันเสร็จก็ 10 โมงกว่าแล้วล่ะ วันนี้ตั้งใจจะเดินทางไปเมืองจำลองถงอัน เป็นที่ๆเค้าใช้เป็นฉากถ่ายหนังโบราณน่ะ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทาง ชั่วโมงเศษ ข้ามไปฝั่งแผ่นดิน ( XiaMen มีสภาพเหมือนเกาะ มีน้ำล้อมรอบค่ะ ) แล้วไกด์หมวยบอกว่าที่นั่น กันดาร ไม่มีของกิน เลยวางแผนกันว่าลงไปซื้อของที่ super market ใต้คอนโดก่อน พวกขนมที่จะพกไปกินรองท้อง เพราะที่นั่นไม่มีของกินขาย เราแอบเดินไปร้านกาแฟที่เราว่าก็ดูดีหรูหราแล้วนะ สั่ง mocca เย็น 15 หยวน เฮ้อ หรูแต่ราคา รสชาติสู้ กาแฟ 10 บาทไม่ได้เลย เซ็งเป็ดเลยเรา
เอาล่ะ 11 โมงแล้ว ก็ข้ามกลับไปฝั่ง หน้า ม.ขึ้นรถเมล์ สายอะไรจำไม่ได้แล้วค่ะ (ไกด์หมวยก็ไม่ได้ดูเลข อ่านเจอว่า ถงอันมันก็ขึ้นเลย)
ฝั่ง XiaMen นี่ดูเจริญมากๆเลย ถนนตัดกันเยอะแยะไปหมด ตึกสูงก็เยอะ เมืองใหญ่มากเลยล่ะ แถบหน้า ม. นี่ดูเป็นชานเมืองไปเลย นั่งไปได้หน่อยก็ข้ามแม่น้ำ(หรือทะเลหว่า) แล้ว เข้าสู่เขตที่ความเจริญน้อยกว่าแล้วล่ะ ใช้เวลาชั่วโมงเศษๆ จริงๆด้วย ประมาณชั่วโมงครึ่ง รถมาสุดสายที่ หน้าทางเข้าเมืองจำลองพอดีเลย อ้อลืมบอกไปว่าค่ารถ 4 หยวน
ไม่บอกก็นึกว่าไปปักกิ่งนะเนี่ย
ฉากในหนังกำลังภายในเลยนะเนี่ย
จริงๆที่นี่ กว้างเหมือนกัน แต่ด้วยอากาศวันนี้ร้อนจริงๆ หน้าแสบไปหมดเลยเหงื่อไหลไคลย้อยกันเป็นแถว เลยเดินแค่นี้พอ (จริงๆอยากเดินไปฝั่งที่เป็นอุทยานด้วยนะ แต่ทุกคนไม่ไหวแล้ว) ใช้เวลาประมาณ ไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็รีบออกแล้ว
ทั้งที่เป็นวันอาทิตย์คนยังน้อยเลย โหรงเหรง ที่ในตัวตำหนัก มีบัลลังก์ ฮ่องเต้ และมีบริการให้เช่าชุดถ่ายรูปด้วยนะ (มีทุกที่เลย ที่เวียดนามก็มี)
มุมดี เลยขอถ่ายซักรูป
ที่หมายต่อไปคือ มหาวิทยาลัย จี๋เหม่ย ซึ่งจะตั้งอยู่ริมทะเล ที่เราข้ามสะพานมาตอนขาไปถงอันนั่นล่ะ เวลาประมาณบ่ายสองนิดๆ ก็ขึ้นรถสายเดิม ย้อนกลับไปทางเดิมที่เรามา ค่ารถคราวนี้ 3 หยวน นั่งรถประมาณ ครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็ลงจากรถ (งงงงอยู่ว่ารถเมล์พาเรามาลงไหนวะ) แล้วต้องหารถต่อเข้าไปอีก เนื่องจากมันไม่ได้อยู่ริมถนนใหญ่อ่ะ เลยเหมารถตู้คันเล็กๆ (อารมณ์แบบรถกะป๊อบ้านเรา) 15 หยวนแน่ะ แถมพาเราไปทางออกอีก ต้องเดินต่อไปทางเข้า
จริงๆแล้วทางที่เค้าพามาน่ะ มันไม่ได้มาทางหน้ามหาวิทยาลัย เค้าพาเรามาส่วนที่มันเป็นสวนสาธารณะของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานของ เฉิง เจีย เกิง ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยนี้ เสียค่าเข้าด้วยนะ คนละ 20 หยวนแน่ะ
ระหว่างที่เราเข้ามาชมอยู่เนี่ย ก็มีกรุ๊ปทัวร์คนจีนมาลงอยู่ 2-3 กรุ๊ป อยู่เหมือนกัน แสดงว่าที่นี่ก็น่าจะเป็นจุดที่น่าสนใจของเมืองนี้เหมือนกันนะเนี่ย (กลับมาก็เพื่งรู้ว่าทัวร์ไทยก็ไปเหมือนกัน) เราใช้เวลาที่นี่ชั่วโมงนิดๆเอง 4 โมงก็กลับแล้วล่ะ
เดินออกมาด้านประตูทางออก ก็ต้องหาทางกลับไปถนนใหญ่แล้วล่ะ เพราะเดินกันไม่ไหวแล้วร้อนก็ร้อน ขาก็เดี้ยง เฮ้อ เลยเรียกรถไปที่ท่ารถเมล์ สองคัน 20 หยวนแน่ะ นั่งออกมาถึงได้รู้ว่าเราเข้าผิดทางตอนขามา เพราะว่าขากลับนี่ผ่านส่วนที่เป็นมหาวิทยาลัยเลยอ่ะ มีสระว่ายน้ำ(ที่เป็นน้ำทะเลด้วย)
รถที่จ้างมาส่ง ข้างหน้าเป็น มอเตอร์ไซด์ ข้างหลังนั่งได้ 4 คน หันหน้าหากัน
เป้าหมายต่อไปคือห้าง SM เค้าว่าเป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่เลยนะ เราก็เลยว่าจะไปเดินกัน นั่งรถเมล์ราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็ถึง ห้างใหญ่นะ คนเยอะด้วย คงเป็นเพราะหน้าร้อน คนเลยไปเดินตากแอร์กันเยอะ รวมๆก็เหมือนบ้านเราล่ะ แต่ว่าของเค้าอาจจะดูไม่หรูเท่า
แอบไปดูโทรศัพท์ด้วยล่ะ ถ้าเป็นยี่ห้อ แบบ โนเกีย พวกเนี้ย ของเค้าแพงอยู่นะ แพงกว่าบ้านเราเยอะอยู่ แต่ brand ของเค้าเองอ่ะ ถูกจัง ถูกสุดที่เจอ 100 หยวน
บรรยากาศร้าน McDonald ใน SM คนเยอะยังกะแจกฟรี
แอบเดินไปดู food center เค้าด้วย ใหญ่ดีของกินเยอะมาก แต่เราไม่กินที่นี่หรอกนะ วันเนี้ย ไกด์หมวย จะพาไปกินบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น ที่ร้าน โตเกียวโดะ อยู่ในซอยตรงข้ามโรงแรม sofitel เห็นเพื่อนหมวยพูดถึงตั้งแต่ยังอยู่ที่ XiaMen ราคา 85 หยวนต่อคน นั่งได้ตลอด ร้านปิด 5 ทุ่ม ที่นี่ใช้การสั่งนะคะ ไม่ต้องลุกไปตักเอง
ทั้งขาไปร้านโตเกียวโดะ และขากลับใช้บริการ taxi ค่ะ ซึ่งที่นี่ ราคาพอๆกะเมืองไทยเลย อาจจะแพงกว่านิดหน่อย แต่ขอบอกว่าสภาพรถ เก่ามากๆ คือที่นี่รถเค้าจะเก่าแบบนี้แหละ ถ้าเป็นรถรับจ้างนะ ทั้งรถตู้ และรถ taxi แถมไม่เปิด แอร์ พอมีคนขึ้นค่อยเปิด มันเลยไม่ค่อยเย็น
อ้อ ถ้าเป็นรถตู้เล็กๆ (นั่งได้ 6-7 คน) จะต้องต่อรองราคานะคะ ส่วนรถ taxi ซึ่งที่นี่ นั่งได้ไม่เกิน 4 คน (ไม่นับคนขับ) ไม่ต้องต่อรองค่ะ มี meter เหมือนบ้านเราเลย
บ้านเมืองเค้าตอนกลางคืนสวยมากเลยนะคะ เปิดไฟสว่างมากๆ ตามริมถนน จะมีเสาไฟสวยๆ เต็มไปหมดเลย แล้วก็ตามตึกสูงจะชอบประดับไฟ เหมือนมีงานเฉลิมฉลองตลอดเวลา เค้าจะเอาหลอดไฟมาติดตามขอบอาคาร หรือขอบหน้าต่าง ให้ดูเด่นๆขึ้นมา ก็สวยดีนะ แต่อดคิดไม่ได้ว่าเปลืองไฟจังเลย
แต่ตามถนนหนทางนี่ไฟไม่ค่อยสว่างเท่าที่ควรค่ะ สงสัยไปติดตึกหมดมั้ง
มีเพื่อนบอกว่าน่าจะมาทำธุรกิจหลอดไฟที่นี่นะ ท่าทางจะขายดี
หมดไปแล้วอีก 1 วันค่ะ เข้าที่พักก็มีเรื่องขลุกขลักเล็กน้อย กว่าจะได้นอน ตี 1 นี่ก็เหมือนไม่ค่อยสบาย สงสัย ตากแดดจัด แล้วก็ตากแอร์ สลับกันไปมา เลยไข้ขึ้น คืนนี้เลยทานยาแล้วก็เข้านอน
9 โมงของวันจันทร์ที่ 30 ก.ค. => นัดกันสายนิดนึงค่ะ เนี่องจากเมื่อคืนเนี่ย กว่าจะได้ห้องกว่าจะนอนก็ดึกมากๆ วันนี้ไกด์หมวยตื่นก่อนเลยพาคนอื่นไปทานข้าวที่ซอยอื่น เราตามลงไปทีหลัง ไปสั่งกาแฟร้านเดิม (ไม่เข็ด) แต่คราวนี้สั่งร้อน ก็ ok ขึ้น ก็มันเติมน้ำตามเติมครีมเองนี่หว่า ราคา 12 หยวน แพงโคตรๆ เหมือนพวก กาแฟชุดละ 10 บาทเลย ก็เอาเหอะ มันติดนี่กว่า ไม่กินเด๋วปวดหัวอีก เดินไปสมทบกับพวกที่ทานข้าวแล้ว แล้วเราก็หาซาลาเปากิน ไกด์หมวยแนะนำร้านนี้ว่าอร่อย ลูกละหยวนเองไส้ผักนะ (ขนาดลูกเท่าบิ๊กเปาที่ 7-11) ส่วนหมั่นโถ อันละ ครึ่งหยวน
อิ่มละ ก็ออกเดินทาง ตอนแรกหมวยกะว่าจะพาไปขี่จักรยานริมทะเลก่อน แต่ว่าดูอากาศแล้วแบบว่าร้อนอ่ะ ขอบอกว่าแดดที่นี่อ่ะ เมืองไทยอายเลยนะ คือแดดไม่ได้ดูแรงมาก (เมืองเค้าฝุ่นเยอะ เลยดูแดดไม่แจ่มมาก) แต่หน้าเราแสบไปหมดเลยอ่ะ แล้วก็ร้อนมากๆด้วย
นั่นล่ะสรุปว่าวันนี้ไป เกาะ กู่ ลั่ง หยู กันเลยดีกว่า เหมือนเดิมคือมาขึ้นรถเมล์ที่หน้า ม. ป้ายเดิม ค่ารถวันนี้ 2 หยวน เพราะไปใกล้ๆ (ไกด์หมวยบอกว่า ถ้ามาช่วงหน้าหนาวที่อากาศเย็นหน่อย ค่ารถจะ 1 หยวน เพราะเค้าไม่ต้องเปิดแอร์ ดีจังอ่ะ flexible ดี)
ไม่เกิน 15 นาที ก็มาถึงริมทะเลแล้ว ข้ามถนน มาฝั่งท่าเรือไปเกาะ ทางข้ามเป็นอุโมงค์ ข้างใต้ก็มีร้านค้าเยอะแยะอยู่เหมือนกัน เดินข้ามาแล้วก็ถึงท่าเรือแล้วล่ะ ค่าเรือไปกลับ 8 หยวนค่ะ
วันนี้วันจันทร์ แต่ผู้โดยสารเยอะแฮะ ใช้เวลา 10 นาทีก็ถึงแล้วล่ะ
ข้ามมาแล้วก็ยืนงงกันพักนึง จริงๆเกาะนี้เรียกอีกชื่อว่าเกาะเปียโน เพราะมีพิพิธภัณฑ์เปียโนอยู่บนเกาะ แต่ว่าที่นี่เค้าก็จัดบางส่วนของเกาะให้เป็นที่ท่องเที่ยวอย่างอื่นด้วย เช่นมีกระเช้าลอยฟ้า มีสวนต่างๆ มีตึกเก่าๆเอาไว้ให้ชม มีพิพิธภัณฑ์ อะไรพวกเนี้ย แต่ว่าต้องเสียตังค์เข้านะคะ 10 - 40 หยวน แต่ถ้าซื้อเป็น ตั๋วเข้าทั้งหมด ก็ 80 หยวนค่ะ เกาะนี่ไม่ใหญ่มากเดินคงพอได้แต่ก็เหนื่อยเอาการ แล้วก็ที่นี่เป็นเกาะที่มีบ้านคนอยู่อาศัยด้วยนะคะ ไม่ใช่เกาะท่องเที่ยวทั้งเกาะ คือเป็นชุมชนบนเกาะ บ้านสวยๆเยอะเลยค่ะ เป็นบ้านแบบฝรั่งก็เยอะ ร้านค้าเล็กๆก็เยอะ
จากท่าเรือ เดินมาทางขวาแล้วตรงเข้ามาจะเจอนี่ ด้านล่างเป็น tourist information ซึ่งไม่ค่อยมีอะไรเลยค่ะ มี McDonald อยู่ข้างบน และรอบๆนี้จะเป็นร้านขายของ
ถ้าใครขี้เกียจเดินก็มีรถไฟฟ้าให้นั่ง รอบละ 60 หยวนแน่ะ แอบแพง เลยเดินเองซะเลย ผลก็คือ เดินแล้วก็เกือบหลง เพราะเดินเลยรูปปั้นของ เจิ้ง เฉิง กง แล้ว มันก็จะเป็นแถบบ้านคนแล้วค่ะ มีกำแพงสูงๆ เต็มไปหมด เลยเดินตัดออกอีกด้าน เดินเหนื่อยเลย ร้อนมากด้วย มาเจอร้านขายใบชา เลยแวะซะหน่อย นั่งหลบแดด แล้วก็ซื้อใบชากัน ขอบอกว่าต่อราคาดีๆ เพราะอย่างร้านที่ซื้อเนี่ย ตอนแรกบอก 40 หยวน ต่อได้ 10 หยวน (ใบชามีหลายเกรดนะคะ ถ้าไม่ได้กินประจำ โดนหลอกแน่ๆ) แต่เราไม่ได้ซื้อมาล่ะ (ป๊าสั่งไว้ว่าไม่ต้องซื้อมาฝาก) เดินต่อไปอีกหน่อยก็เจอร้านหมูแผ่น ร้านไม่ใหญ่นะ แต่น้องที่ไปด้วยบอกว่าร้านนี้อร่อยกว่าบนฝั่ง ราคาเท่ากัน แล้วเค้าให้ชิมแบบไม่งกของเลย ชอบมาก เลยซื้อมาเยอะเลย ฝากคนอื่นทั้งนั้น ( สนนราคา 4 ห่อ 50 หยวน) เดินไปเดินมามาโผล่หน้า Mc แล้ว หิวแล้วอ่ะ บ่ายสองกว่าแล้ว เลยแวะกินซะหน่อย คนน้อยลงเยอะเลย ตอน ช่วงเที่ยงนี่คนแน่นมากๆ ในส่วนราคา เราว่าพอๆกะบ้านเราล่ะ แล้วก็ที่แปลกก็คือว่า ที่นี่นอกจาก เฟรนฟรายด์ แล้วเค้ายังมีข้าวโพดต้มแบบแกะเม็ดแล้วให้สั่งด้วย (ที่บอกไงว่าคนที่นี่คงชอบกินข้าวโพด) กินไปชุดนึง 17 หยวน อิ่มละ เดินต่อได้ ไปเดินซื้อของกันเต็มที่แล้วล่ะ หลังจากนี้ เห็นเพื่อนๆเดินดูกระเป๋ากัน เราว่ามันก็ไม่ได้ถูกมากหรอก แต่ก็ถูกอ่ะ เราซื้อมาสองใบฝาก พี่กะน้อง ใบละ 100 บาท ก็ ok แล้วก็ไปเดินดูของทะเลแห้ง ที่นี่ของทะเลแห้งเยอะมากนะ เค้าว่าถูกกว่าบนฝั่งด้วย เราซื้อเอ็นหอย ไป 1 กก ฝากญาติ กะที่บ้าน อีก 100 หยวน สรุปแล้วมานี่เพื่อซื้อของฝากจริงๆนะเนี่ย เดินวนไปวนมา เราเจอร้านกาแฟอีกแล้ว ดันแวะกินอีก ไปคนเดียวสั่งก็ไม่รู้เรื่อง(แบบ คนอื่นเลือกกระเป๋าอยู่ เลยขี้เกียจรอ เดินดูอะไรแถวๆนั้นล่ะ แล้วเจอเลยเข้าไปสั่ง) แพงมาก 18 เหรียญ แถมไม่เป็นกาแฟอีก เข็ดเลย ใครติดกาแฟนี่ต้องพกมาเองจริงๆ (หมวยบอกว่าคนที่นี่เค้าไม่กินกาแฟกัน เลยชงกันไม่เป็น) เวลาเดินไปไหนนี่ต้องไปเป็นกลุ่มจริงๆ เพราะคนที่นี้เค้าพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้เลยอ่ะ คือ เราสั่ง iced coffee ยังได้กาแฟร้อนมาเลยอ่ะ เสร็จแล้วไปใส่น้ำแข็งสองก้อนให้เรา (หมวยมาช่วยเค้าถึงได้รู้ว่าจะเอาเย็น) จะบ้าตาย ออกจากเกาะตอน 6 โมงเย็นแล้วล่ะ ข้ามกลับไป XiaMen ก็ว่าจะไปเดิน จง ซาน ลู่ (ถนนคนเดินนั่นเอง) ร้านค้าเยอะนะ แต่ว่าก็ไม่ได้ซื้ออะไรมันก็เหมือนๆบ้านเรา ไม่ได้ถูกมากมาย มันเป็นถนนที่ เป็นร้านค้าใหญ่ๆ แล้วต่อบนถนนจะมี บูทขายเครื่องดืม แบบนั่งกินตรงนั้นเลยไง ไม่มีรถวิ่ง เดินไปอีกด้านก็จะดูวุ่นวายกว่าด้านที่เราเริ่มเดิน เพราะเป็นร้านเล็กๆหน่อย ราคาไม่แพงมาก แล้วก็มีของกินเล็กๆน้อยๆเยอะ
สามทุ่มแว้ว ได้เวลากลับที่พักละ พอดีวันนี้รีบกลับเพราะเพื่อนหมวยนัดญาติมาเจอที่ห้องอ่ะ เลยต้องรีบกลับ กว่าจะอะไรเสร็จก็ห้าทุ่มฝ่าๆได้ วันนี้นอนเร็วดีแฮะ เหนื่อยมาทั้งวัน รู้สึกว่าเท้าพอง และหน้าไหม้ เซ็งเลย 8 โมงเช้าวันอังคารที่ 31 ก.ค. => เปงปาล์มมี่เลย จริงๆ แล้วมัน แปดโมงกว่าๆ นัดเจอกัน วันนี้ ตอนเช้าเราจะไปไหว้พระที่วัด หนานผู่ถัว (ปกติเค้าจะไหว้กันตั้งแต่มาถึง แต่เรามาไหว้เอาวันกลับ) จริงๆแล้ว ถ้าตื่นเช้ากว่านี้ ไกด์หมวยจะพาไปขี่จักรยานก่อนจะได้ไม่ร้อน แต่ว่า ไม่ทันแล้วล่ะ เลยไปวัดก่อนดีกว่าแล้วค่อยว่ากัน วัดหนานผู่ถัว อยู่หน้ามหาวิทยาลัย ด้านประตู หนานเหมิน (ประตูทิศใต้) แต่ว่าที่พักเราอยู่ด้านประตู ซีเหมิน (ประตูทิศตะวันตก) เลยต้องเดินกันนิดหน่อย แต่ว่าถนนที่นี่สวยดี แล้วก็ยังเช้าอยู่ไม่ร้อนมาก เดินสบายๆ วันนี้ไกด์หมวย จะพาเพื่อนๆไปทานข้าวเช้าที่ร้านลินด์ดั๊ก อยู่ทางไป หนานผู่ถัว พอดีเลย แต่เราแอบแวะร้านหนมปังก่อน เค้าว่าว่าร้านนี้อร่อย ชื่อร้าน แอนเดอร์สัน ตัวกินหนมปังอย่างเราไม่พลาด เลยเข้าไปซื้อมากินเปงอาหารเช้าแทน ราคาก็ถูกกว่าบ้านเรานิดเดียว ไม่ต่างกันเท่าไหร่
เท่าที่สังเกตนะ ที่เมืองจีนเนี่ย อะไรที่เป็นของจำเป็นในการดำรงชีวิตพื้นฐาน จะไม่แพง แต่ถ้าเป็นอะไรที่ไม่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน จะแพงพอสมควร เอาล่ะ กินเสร็จแล้วข้ามถนนไปวัดหนานผู่ถัวกันได้แล้ว สายแล้วล่ะ ร้อนแล้วอ่ะ ที่วัดนี่จะมีเขาด้านหลัง สามารถขึ้นไปชมวิวได้ แต่ท่าทางวันนี้จะไม่มีปัญญาขึ้นไปแล้วล่ะ อาจจะขึ้นได้นิดนึง เพราะร้อนมาก แล้วก็ต้องทำเวลากันนิดนึง
เข้าประตูนี้ ที่วัดนี้จะมีสองประตู เราเข้าประตูด้านที่ติด มหาวิทยาลัย
บรรยากาศภายในวัด
ที่วัดนี้เค้าจะไหว้ด้วยธูปใหญ่ๆ ดอกเดียว ไหว้ทุกที่เลย แล้วปักธูปทีเดียว เราเองเดินไปถึงด้านใน แล้วแค่ถึงวิหารของเจ้าแม่กวนอิม แล้วก็เดินขึ้นเขาต่ออีกนิดหน่อย ก็พอแล้ว ร้อนมากๆเลย จริงๆว่าจะไปโยนเหรียญ แต่ว่า เค้าปิดก้อนหินเอาไว้ ไม่ให้โยนแล้ว เลยออกมาด้านนอกดีกว่า
ออกมาก็เกือบเที่ยงแล้วล่ะ เลยเดินเข้าประตูหนานเหมิน เข้าไปใน ม. เพื่อจะเดินไปออกที่ประตูไป่เฉิง ออกสู่ริมทะเลแล้ว
และจากสภาพแดดวันนี้ ไม่เป็นใจต่อการขี่จักรยาน เลยคุยกันว่า คงไม่ขี่แล้ว ออกทะเลแล้วค่อยว่ากันว่าจะไปไหนต่อ ไกด์หมวยแนะนำเบอร์เกอร์ขาหมูที่หน้าประตูไป่เฉิง แต่ว่าวันนี้เค้าไม่ขาย อดกินเลย หาซื้อน้ำกินซะหน่อย แล้วก็ข้ามถนนมาที่ริมทะเล นั่งพักนิดนึง
บรรยากาศริมทะเล แดดเปรี้ยงร้อนมากๆ
นั่งกันแล้วก็ตกลงกันว่าจะนั่งรถเมล์ชมวิวริมทะเลดีกว่า คนละ 2 หยวนเอง พอดีว่า เพื่อนหมวยนัดเจอ ติวเตอร์ ด้วย เลยนั่งรถเมล์ไปด้วยกันหมดเลย เชื่อปะเดินกลางแดด แล้วแบบแสบไปหมดเลย จากนั้นก็นั่งรถเมล์ต่อไป แถวๆ ศูนย์แสดงสินค้าXiaMen มองไปจะเห็นเกาะของไต้หวันด้วย
ทนเดินได้ไม่นาน ก็นั่งรถกลับดีกว่า ไปเก็บของ แล้วก็เดินหาของฝากใน supermarket อีกนิดหน่อยดีกว่า ไปถึงแถวที่พักก็บ่ายสามแล้วล่ะ หาข้าวกินแถวๆนั้นล่ะ มื้อนี้กินส่งท้ายเลยสั่งกับข้าวมากิน เป็นร้านอาหารเสฉวน หมดไป 110 หยวน แอบแพงนะเนี่ย เราสั่งน้ำแข็งไส ร้านข้างๆมากินด้วยล่ะ ที่นี่เค้ากินใส่จานกินข้าวแบบนั้นเลยแล้วก็โปะด้วยผลไม้
เสร็จแล้วก็เดินไปซื้อของที่ super market ก็พวกขนมนั่นล่ะ ไกด์หมวยบอกว่าอันไหนอร่อยก็ซื้อ ราคา ก็พอๆกะขนมบ้านเรานั่นแหละ ไม่แพงกว่า แต่ก็ไม่ถูกกว่า เอาว่าหาซื้อแถวบ้านเราไม่ได้แล้วกัน ซื้อมาลองกินดู (ก็กินแล้วอร่อยดีนะ) หมดไปอีก 70 กว่าหยวน
ขึ้นห้องมา เก็บของอาบน้ำล้างเหงื่อเล็กน้อย (แอบมีปัญหาขลุกขลักด้วยนิดหน่อย ดีว่า เราเก็บของไว้บ้างแล้วนะเนี่ย ไม่งั้นคงเคืองกว่านี้เยอะเลย) ไกด์หมวยของเราโทรเรียกรถตู้มารับ ตอน 5 โมงครึ่งล่ะ
ไม่ถึงชั่วโมงก็มาถึงสนามบินแล้วล่ะ เค้าเปิด check in ตอน 6 โมงครึ่ง เจอทัวร์ไทยด้วย เห็นแต่ไกลก็รู้แล้ว เพราะอาอึ้มอาซิ่ม ห้อยจตุคามฯ กันเป็นแถวเลย เที่ยวกลับโชคไม่ดีเจอ delayed flight ช้าไปสามชั่วโมงกว่าๆ ตามเวลาเครื่องออก 2 ทุ่มครึ่ง แต่เครื่องออกจริงๆ เที่ยงคืน ถึง กทม ตี 2 กว่า จบแล้วล่ะ ทริปนี้ ถ้าถามว่าให้ไปอีกจะไปมั้ย เราว่าก็ไปนะ แต่ว่าขอเป็นช่วงที่อากาศเย็นๆ แบบหน้าหนาวดีกว่านะ สรุปค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปทริปนี้นะ ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ ประมาณ 6500 บาท
ค่าทำ visa 1100 บาท
ส่วนค่าใช้จ่ายที่นู่น ไกด์หมวยเก็บกองกลางคนละ 500 หยวน แต่ว่ามีอยู่บางมื้อที่จ่ายกันเอง เป็นเงินไม่กี่สิบหยวนหรอก รวมค่าขนม ค่าน้ำที่ซื้อกินกันเอง ยังไงก็ไม่เกิน 100 หยวน ดังนั้นแล้วทริปนี้ เราคาดการว่าใช้เงินที่นู่นไปประมาณ 570 หยวน (นับเอาจากเงินที่เหลือกลับมา)
ค่าของฝาก เราหมดไปประมาณ 300 กว่าหยวนเลย (กระเป๋า หมูแผ่น เอ็นหอย ขนม)
สรุปจริงๆแล้วกัน ว่าอยู่นู่นใช้เงินไป 900 หยวน ตีเป็นเงินไทยก็ 900 x 4.56 = 4100 บาท
ทั้งสิ้นแล้วทริปนี้หมดไป 6500+1100+4100 = 11700 บาท
สิ่งที่ไม่รู้ก่อนไป
|