More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  SiriPauLa . . . JooNKPhotosProfileFriendsBlog Tools Explore the Spaces community

Blog

May 23

hAppY BirThdAy 2 Uuuuu....

 
วันที่ 23 พฤษภาคม 2551 เป็นวันเกิดครบรอบ 33 ขวบ ของใครคนนึง
 
เจ้าของวันเกิด มีความสุขมากๆนะ
 
นอกจากของขวัญแล้ว ก็มีเพลงที่อยากจะให้ฟังด้วยล่ะ
 
 

ได้รู้และได้ยิน ในข่าวร้ายบางอย่าง ได้รู้ทุกครั้ง ก็ยังห่วงใย
อย่างน้อยฉันและเธอก็เคยรัก เคยฝากหัวใจ

ยิ่งได้รู้ รู้ว่าเธอไปกับเขาลำบาก ได้รู้ว่ารักเริ่มจะกลับกลาย
ถ้าทิ้งไว้ไม่นาน ก็คงแยกคงแตกกันไป

ทบทวนกันดูสักทีดีไหม และเผื่อใจสักหน่อย
แล้วนับหนึ่งไปหลักสิบหลักร้อย ค่อยพูดจา
อย่าให้เหมือนเมื่อคราว ที่เราได้ทำพลาดมา
ก็อย่าให้ซ้ำ เสียน้ำตา ให้เธอและเขาเข้าใจ
และให้อภัยเหมือนที่เคย ลงเอยกันด้วยดี ได้ไหม

ฉันขออย่าให้ซ้ำกันเลย ลงเอยกันด้วยดี

 

รักอยู่ที่ใด ทุกข์ใจอกเอ๋ย ขอจงลงเอย ด้วยดี....

 

 

 

 



 
 
 
April 29

ช่วงที่ดี..ที่สุด (ในชีวิต)

 
 

เดินจับมือกัน ทุกข์สุขด้วยกัน
หัวเราะร้องไห้ด้วยกันมานานเท่าไหร่

ฉันไม่เคยลืมจากใจ


วันที่เรายิ้ม วันที่ทะเลาะ
ภาพวันและคืนเหล่านั้น จะยังงดงามไม่เคยเปลี่ยนไป

ยังคงเป็นดั่งเหมือนกับเมื่อวาน
อยู่ในส่วนลึกความทรงจำ
แต่ต่างกันแค่เพียง ในตอนนี้

ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน
ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่างมาด้วยกัน
นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ
ที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน...เพราะเธอ

เพลงและของขวัญ ตั๋วจากโรงหนัง
จดหมายที่ส่งให้กันในวันที่ห่าง

ฉันนั้นยังคงเก็บไว้


วันที่เหนื่อยล้า ถ้อยคำที่ปลอบใจ
ภาพวันและคืนเหล่านั้น จะยังงดงามไม่เคยเปลี่ยนไป

ยังคงเป็นดั่งเหมือนกับเมื่อวาน
อยู่ในส่วนลึกความทรงจำ
แต่ต่างกันแค่เพียง ในตอนนี้

ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน
ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่างมาด้วยกัน
นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ
แต่ก็เคยเกิดขึ้นกับฉัน...เพราะเธอ

ไม่รู้ว่าเธอ ไม่รู้ว่าจะได้ยินเพลงนี้รึยัง
อยากจะให้เธอช่วยมารับฟังว่าฉันนั้น คิดถึง...

ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน
ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่างมาด้วยกัน
นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ
ที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน...เพราะเธอ

ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน
ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่างผ่านมาด้วยกัน
นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ
แต่ก็เคยเกิดขึ้นกับฉัน...เพราะเธอ
ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่าง ได้ผ่านมาด้วยกัน
นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ
แต่ก็เคยเกิดขึ้นกับฉัน...เพราะเธอ
นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ (เพราะเธอ)

 

 

เป็นเพลงที่ฟังทุกครั้ง น้ำตาไหลทุกครั้ง ไม่ว่าจะฟังครั้งแรกหรือครั้งไหนๆ

ก็จะคิดถึงคนๆนึงอยู่ทุกๆครั้ง

เพราะว่า....เค้าไม่ได้คอยอยู่ข้างๆเราเหมือนที่เคยผ่านมา

ขอบคุณเค้าที่ทำให้สิ่งดีๆ ได้เกิดขึ้นในชีวิตเรา แม้จะไม่นานนัก แต่ก็มีความหมายเหลือเกิน
ขอบคุณเค้าที่ทำให้รู้ว่าการทะเลาะกัน ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น
ขอบคุณเค้าที่ทำให้รู้ว่าการร้องไห้ สามารถทำให้อะไรๆดีขึ้นในบางครั้ง

และอยากบอกว่า ไปส่ง EMS ทุกครั้ง เรายังเก็บใบนำส่งไว้ทุกครั้ง
ตั๋วหนังที่เคยดูด้วยกัน ก็ยังเก็บไว้ ถึงแม้ว่าหมึกมันจะจางจนอ่านแทบไม่ออกแล้วก็ตาม
cd ที่เคย write เพลงให้ เราก็มี copy ไว้อีก 1 แผ่นเสมอ คิดเอาเองว่าคงจะมีบางครั้ง ที่เราจะได้ฟังมันพร้อมกัน ก็เท่านั้นเอง


 

March 19

กลับไปเยือน..เมืองน่าน

  

ช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา วันที่ 7-10 (ไม่ใช่ 7-11 นะ) มีโอกาสได้กลับไปเยือนเมืองน่านอีกครั้ง หลังจากที่ได้ไปล่องแก่งที่ลำน้ำว้ามาเมื่อสามเดือนก่อน แล้วก็บอกกับตัวเองว่าต้องกลับมาที่น่านนี่อีกครั้งแน่ๆ

...............แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้

จังหวัดน่าน เนี่ย ได้ยินป๊าพูดมาตั้งสองสามปีแล้วว่าอยากไปเที่ยว แต่ยังไม่มีโอกาสซักกะที ปีนี้ก็ได้ไปแล้ว ไปกันทั้งครอบครัวเลยล่ะ

เอาล่ะ เริ่มต้นเดินทางได้แล้ว


วันที่ 7

ออกเดินทางประมาณ7 โมงเช้า ไปแวะที่สระบุรีก่อน รับเจ๊ แล้วก็เดินทางต่อไป ผ่านลพบุรี โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 จนถึงอำเภอตากฟ้า จ.นครสวรรค์ แล้วก็เลี้ยวเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 11 ผ่าน อำเภอหนองบัว เราแวะทานข้างกลางวันกันแถวๆนี้ล่ะ จากนั้นก็เข้าเขตจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ กว่าจะถึงจังหวัดแพร่ก็ บ่ายสี่โมงแล้ว ที่นี่เราแวะนมัสการ พระธาตุช่อแฮ ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีเสือ (พอดีมีคนเกิดปีเสือมาด้วย) แต่ช่วงนี้มีการบูรณะองค์พระธาตุอยู่ เลยไม่ได้เก็บภาพพระธาตุมาฝากแบบเต็มๆ
พระธาตุช่อแฮ กำลังบูรณะ
 
 
บรรยากาศภายในวัด
 
Nan0029 
จุดเทียนสะเดาะเคราะห์

ได้เวลา ห้าโมงครึ่งแล้ว พวกเราออกเดินทางสู่จุดหมายปลายทางครั้งนี้คือจังหวัดน่าน ซึ่งกว่าจะถึงน่าน ก็ทุ่มกว่าๆแล้ว เริ่มหาที่พักโดยเริ่มจาก โรงแรมเทวราช ราคาคืนละ 700 บาท (ยังเห็นว่าแอบแพงอยู่) เดินเลยไปดูที่น่านฟ้า ซึ่งอยู่ข้างๆกันเป็นอาคารไม้ทั้งหลัง (ดูขลังเป็นบ้า) ก็ไม่ว่าง เราเลยไปที่ๆ คุณตุ๋ม แห่งน่านทัวร์ริ่ง (ใน tkt website) แนะนำมา คือ ภูฟ้าเพลส ราคาถูกใช้ได้เลย คืนละ 350 บาทเอง อยู่เลยเทวราชไป 500 เมตรได้ เราว่าสภาพห้องเค้าใหม่นะ เลยดูน่าอยู่ แต่ในห้องไม่มีหน้าต่างเลย ค่อนข้างอับนิดนึง (ดีว่าใหม่ไง เจ้าของบอกว่าเพิ่งเปิดมาได้ครึ่งปี) แต่ตัวห้องก็กว้างขวางดีนะ

 

 
สภาพในห้อง (ยังใหม่เอี่ยมเลย)
 
  
ห้องน้ำก็ไม่เลวนะ

หลังจาก เข้าที่พักแล้ว ไปหาอะไรกินแถวตลาดโต้รุ่ง (ตลาดเล็กมากเลยอ่ะ) แล้วก็กลับมาอาบน้ำนอนแว้ว เหนื่อย

วันที่ 8

ว่าจะตื่นเร็วๆ แต่ก็เร็วสุดแค่ 7 โมง ตื่นกันแล้วก็ไปเดินที่ตลาดเช้ากัน เดินไม่ไกล เพราะตลาดเช้ามันอยู่ แถวๆโรงแรมเทวราช เดินออกมาจากที่พักเราแค่ ครึ่งกิโล เดินชิวๆ ดูว่าคนเมืองนี้เค้ากินอยู่ยังไง แล้วก็ซื้อของกินมาตุนกันเพียบเลย

 
ตลาดสดยามเช้า

 
หมูปิ้ง ไม้ละ 2 บาท
 
อิ่มท้องแล้วก็เก็บข้าวของ check out ออกจากที่พัก ช่วงเช้านี่ไปเที่ยวในเมืองหน่อย ก็ ไปย้อนรอยคราวที่แล้ว เริ่มต้นจาก พิพิธภัณฑ์ วันนี้มีเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษากันเต็มเลยอ่ะ เลยแอบฟังคุณครูอธิบายด้วยเลย เสร็จแล้วก็เดินเลยไปวัดหัวข่วง ข้ามถนนไปวัดช้างค้ำ แล้วก็ปิดท้ายที่วัดภูมินทร์ (คราวที่แล้วพลาดที่นี่ไป คราวนี้ได้มาแว้ว) เห็นว่าไปหลายๆที่อย่างงี้ จะบอกว่าอยู่ใกล้กันมากๆ เลย คนละมุมของสี่แยกประมาณนั้น เดินเที่ยวสบายๆ
 
พิพิธภัณฑ์
 
 
วัดช้างค้ำ มองจากพิพิธภัณฑ์
 
 
วัดหัวข่วง
 
 ในโบสถ์วัดช้างค้ำ
 
 
วัดภูมินทร์
 
 
จิตรกรรมฝาผนังภายในวัดภูมินทร์
 
อากาศตอนเที่ยงๆนี่ร้อนมากๆเลยนะเนี่ย ไปแวะทานข้าวกันก่อน จะออกเดินทางสู่อำเภอปัว เพื่อไป อช.ดอยภูคากัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ตามทางหลวง 1080 ผ่านอำเภอท่าวังผา และเข้าสู่อำเภอปัว ถึงตอนบ่ายสองโมงเศษๆ เลยแวะไปเที่ยวน้ำตกศิลาเพชร (เค้าว่าน้ำตกใหญ่ ไปหน้านี้ ก็กลายเป็นน้ำตกเล็กๆ) กันก่อน น้ำตกไม่แรง แต่ก็พอมีน้ำให้เล่นอ่ะนะ แต่เราก็เดินเข้าไปชมเฉยๆ อุอุ
 
Nan0230 
ถ่ายป้ายก่อน เด๋วจำไม่ได้
 
จากนั้นก็ขึ้นดอยภูคากัน ทางขึ้นวิบากจริงๆเลยกับทางหลวง 1256  มีวิ่งบนสันเขาด้วย น่าหวาดเสียวจริงๆ กว่าจะขึ้นไปถึงก็เลยห้าโมงเย็นไปแล้ว ระยะทาง แค่ 30 กิโล ใช้เวลา ชั่วโมงนึงเลย  ไปแวะที่ทำการอุทยานก่อน น่าเสียดายที่ที่พักบนนี้เต็มซะแล้ว เราเลยไปดูดอกชมพูภูคากัน (เลยจากที่ทำการไปประมาณ 5 กม.)  เค้าว่ามันใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว พบแค่บนดอยนี้เท่านั้นอ่ะ และจะบาน ช่วงเดือน กุมภาถึงมีนา เท่านั้น พอดีช่วงที่ไป มันเพิ่งจะเริ่มบาน ยังไม่บานเต็มที่เท่าไหร่
 
โฉมหน้าดอกชมพูภูคา
 
 เค้าว่ากันว่านี่แหละต้นเต่าร้าง เป็นปาล์มดึกดำบรรพ์

ก่อนจะลงจากดอย ก็แวะที่ลานดูดาวดูพระอาทิตย์ลับแนวภูเขาก่อน

 
พระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาตอน 6 โมงเย็น

จากนั้นก็ต้องรีบบึ่งลงเขาก่อนที่จะมืดสนิท เพราะทางมันก็น่ากลัวใช่ย่อย กว่าจะลงไปถึงตัวอำเภอปัวเลยก็ทุ่มนึงแล้วล่ะ พอดีระหว่างทางโทรติดต่อที่พักแล้ว คืนนี้นอนที่ ชมพูภูคาคอร์เนอร์รีสอร์ท ทานข้าวเย็นที่นี่เลย วิวร้านอาหารสวยดีนะ สภาพที่พักก็พอใช้ได้ คืนละ 450 เอง มีอาหารเช้าให้ด้วยล่ะ

 
วิวเมืองปัวยามค่ำคืน
 

วันที่ 9

 

วันนี้ต้องรีบตื่นนิดนึง ลงมาทานอาหารเช้าตอน 7 โมง เสร็จแล้วก็ต้องรีบออกเดินทางแล้ว วันนี้เราจะไป ด่านชายแดนห้วยโก๋น ที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ์ โดยทางหลวงเบอร์ 1080 ผ่านอำเภอทุ่งช้าง จะบอกว่าเห็นระยะทางแค่ 70 กม. เป็นทางราบซักครึ่งทางแล้วก็เป็นทางภูเขาอีกแล้วครับ ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง ตลาดชายแดนที่นี่มีเฉพาะวันเสาร์ช่วงเช้า ถึง 10 โมงกว่าๆเท่านั้น ส่วนมากจะเป็นคนจากฝั่งลาว เอาของเล็กๆน้อยๆมาขาย ที่เห็นเยอะๆ จะมีผ้าฝ้าย เปลือกสน แล้วก็มาซื้อของใช้จากฝั่งไทยกลับไป

 
 ถ่ายกะป้ายซะหน่อย อยากไปไหนต่อดี
 
 
น้ำตาลอ้อย มาเป็นแท่งเลย แบบว่าไม่เคยเห็นมาก่อนเลยเอามาให้ดู
 
 
อันนี้ amazing มาก เห็นขายอยู่เยอะเหมือนกัน ตอนแรกนึกว่าจิ้งจก แต่ถามเค้าแล้วเป็นลูกกบอ่ะ ตากแห้ง
 
 
อันนี้สภาพฝั่งลาว ผั่งนู้นไม่มีตลาดค่ะ มีถนนลาดยางเข้าไปแค่ที่เห็นนี่แหละ

 

ตลาดที่นี่เล็กๆ ไม่ใหญ่โตอะไร พวกเราเดินกันซักชั่วโมงกว่าๆ ก็กลับ  ขากลับก็กลับทางเดิม พอดีเที่ยงแล้วเลยไปแวะทานข้าวที่ร้านก๋วยเตี๋ยวต้นหูกวางที่อำเภอปัว (ใน tkt ร้านนี้ดัง) กินกาแฟเย็นด้วยล่ะ ก็อร่อยดีนะ 

 

 

หน้าร้านเป็นแบบนี้นะ

 

จากนั้นก็หาที่แวะเที่ยวต่อ จริงๆอยากไปที่อื่น แต่ไอ้กานต์อยากไปวัดปรางค์ เพื่อดูต้นดิกเดียม ที่เค้าว่าเอามือไปลูบแล้วมันจะกระดิก (ไม่ลูบก็กระดิกอ่ะ ลมมันพัดไง) ก็แวะอยู่แป๊บนึง

 

 

ต้นนี้แหละ ต้นดิกเดียม

 

จากนั้นก็ออกจากอำเภอปัว เดินทางเข้าสู่อำเภอเมืองน่าน บังเอิญพอมีเวลาเหลือนิดหน่อย ระหว่างทางเลยลองแวะ ถ้ำผาตูบ ซักนิดนึง นี่นี่มีถ้ำเยอะมาก แต่เวลาไม่เอื้ออำนวย เลยเข้าแค่ห้องเดียว จริงๆแล้วทางเดินมันก็แอบลำบากนิดหน่อย ทางชัน กลัวว่าจะลงมาไม่ทันเลยแวะแค่ห้องเดียวก่อนนะ ใช้เวลาประมาณ ไม่ถึงชั่วโมงดี

 

 

ป้ายสวยนะเนี่ย เป็นวนอุทยาน

 

จากนั้นก็ออกเดินทาง เข้าตัวเมือง เพื่อไปนมัสการพระธาตุแช่แห้ง จริงๆก็จะแวะมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เวลาไม่พออ่ะ เลยมาแวะวันนี้แทน พระธาตุแช่แห้ง เป็นพระธาตุประจำปีกระต่าย แต่ในทริปนี้ไม่มีใครเกิดปีกระต่ายแฮะ

 

 

พระธาตุแช่แห้ง

 

ขอบอกว่ามาเจอของดีเมืองน่าน ที่นี่นี่เอง นั่นก็คือมะไฟจีน แวะซื้อแถวนี้แหละ ตอนแรกไม่คิดว่าอร่อย ม๊าซื้อมากินแก้เมารถ ขอบอกว่าอร่อยมากเลย ไม่รู้จะหาซื้อได้ที่ไหนอีก เสียดายจัง

 

สี่โมงนิดๆ เราก็ต้องออกเดินทาง จากพระธาตุแช่แห้งไปยังอำเภอนาน้อย ผ่านทางอำเภอเวียงสา โดยทางหลวงหมายเลข 101 แล้วก็เลี้ยวซ้ายไปทาง 1026 ไปอำเภอนาน้อย ซึ่งห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กิโล จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายอีกที ไปตามเส้นทางหมายเลข 1083 อีกประมาณ 18 กม. ก็จะถึง อช. ศรีน่าน ที่คืนนี้เราจะมาพักที่นี่กัน ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเหมือนกันนะเนี่ย จริงๆทีแรกกะจะนอนที่ดอยเสมอดาว แต่ท่าทางจะไม่สะดวกเท่าที่ทำการ บริเวณผาชู้ เพราะตรงนู้นไม่มีร้านอาหารอ่ะ เราต้องทานมื้อเย็นกันบนนี้ล่ะ จากนั้นก็จะมาโต้ลมหนาวกัน  (ลมจริงๆคับ ลมแรงค่อตๆ) ที่ผาชู้ เพราะคืนนี้เรากางเต็นท์นอนที่นี่ล่ะ ขอบอกว่า ดาวสวยมากๆๆๆๆ ไม่เคยเห็นดาวเยอะและชัดขนาดนี้มาก่อนจริงๆ (แต่ลมแรงมากต้องรีบมุดเข้าเต็นท์) โชคดีที่ช่วงนี้ไม่ใช้เทศกาลคนที่มาพักที่นี่ไม่เยอะเท่าไหร่ ดีค่ะสงบดี ไม่พลุกพล่าน ห้องน้ำห้องท่าที่นี่ สะดวกดีเลยค่ะ  ไฟฟ้าบริเวณที่กางเต็นท์ปิดตอน สี่ทุ่มครึ่ง แต่ไฟห้องน้ำเปิดตลอดคืนเลยค่ะ


วันที่ 10

 

หกโมงกว่าๆ ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกันหน้าเต็นท์เลยอ่ะ ไม่ต้องเดินไปไหนเลย แปรงฟันเสร็จก็ออกมาตั้งกล้อง ดีจังเลยอ่ะ

 

 

เปิดเต็นท์มาก็เจออย่างงี้เลย

 

เต็นท์ที่นอนกันมะคืนนี้

 

จากข้างบนนี้ จะมองเห็นลำน้ำว้าด้วยล่ะ วิวสวยมาก จนท. บอกว่าช่วงนี้มีฝน และลมแรง เลยไม่มีทะเลหมอก มีแต่หมอกฟุ้งๆ น่าเสียดายจัง ส่วนถ้าใครอยากปีนขึ้นยอดผาชู้ก็ได้นะ มีทางปีนขึ้น แต่สูงเอาการอยู่ ที่นี่เป็นที่ตั้งของเสาธงที่อยู่สูงสุดใน ประเทศไทยเลยนะ กว่าจะชักธงชาติขึ้นยอดเสาได้ ต้องร้องเพลงชาติตั้ง 12 รอบแน่ะ

 

 

ผาชู้ หรือผาเชิดชู

 

เตล็ดเตร็จเตร่ซักพักนึงก็ออกเดินทางกลับแล้ว เริ่มจาก ลงไปทานอาหารเช้าที่ อ.เวียงสาก่อนเลย ตอนแรกว่าจะกลับอีกทางแล้วล่ะ กะว่าจะไปทางนาหมื่น แล้วข้ามแพขนานยนต์ที่ปากนาย ไปอุตรดิตถ์ แต่ก็เปลี่ยนแผน เพราะป๊าอยากไปดูไม้ เราเลยต้องกลับทางเดียวกับที่มาเลยอ่ะ 

กินข้าวเช้าเรียบร้อยแล้วก็เดินทางเข้าจังหวัดแพร่ ไปดูเสื้อหม้อห้อม ที่บ้านทุ่งโฮ้ง แล้วก็แวะดูงานไม้ที่ สูงเม่น จากนั้นก็ทานข้าวกลางวันที่เด่นชัย (กว่าจะได้กินเกือบบ่ายสองแน่ะ) เสร็จแล้วก็เดินทางต่อ แวะอุตรดิตถ์ไปไหว้พระยาพิชัยดาบหัก แล้วก็ดูดาบเหล็กน้ำพี้

 

พระยาพิชัยดาบหัก

 

 

ดาบเหล็กน้ำพี้

 

เกือบหกโมงเย็นแล้ว อยากแวะพิษณุโลก ไหว้พระพุทธชินราชด้วย ทริปนี้กว่าจะถึง กทม ตี 1 พอดีเลย เฮ้อเหนื่อย

 

 พระพุทธชินราช

 

 

แม่น้ำน่าน

  

วัดนางพญา

 

 หมดไปอีก 1 ทริป จำไม่ได้ว่าหมดตังค์ไปเท่าไหร่ แต่ไม่แพงหรอก ที่พักแต่ละคืนก็ถูกแสนถูก ข้าวของก็ไม่ได้ซื้อไรเลย

สำหรับเมืองน่าน ก็ยังมีอะไรให้เที่ยวอีกเยอะนะ ดอยเยอะมาก ต้องถึกๆ เท่านั้นถึงจะมาปีนได้ ใครอยากไปก็ฟิตซ้อมร่างกายให้พร้อมก่อนไปเด้อ

 

January 10

ทริปสุดท้ายปลายปี ที่ "เชียงใหม่"

 
(reference มาจาก multiply นะคะ แบบว่าขี้เกียจพิมพ์ใหม่ค่ะ)
 
ตั้งใจจะไปเชียงรายแท้ๆ แต่ไหงกลายเป็นที่นี่ได้ก็ไม่รู้

เอาเป็นว่า วางแผนกันไว้ ว่าจะไปช่วงวันเลือกตั้ง (ไปเลือกกันมาล่วงหน้าแล้วนะ ไม่นอนหลับทับสิทธิ์แน่นอนค่ะ) แบบว่าตอนวางแผนอากาศที่ กทม ก็เย็นๆ คาดกันว่าที่นู่น คงจะหนาววววว น่าดูชม แต่เอาเข้าจริงเป็นช่วงที่มันไม่ได้หนาวมากมาย แต่ก็หนาวอยู่นา...

เริ่มต้นเลยแล้วกัน

ค่ำวันที่ 21 เริ่มออกจากท่ารถนครชัยแอร์ ตอนทุ่มเศษๆ รถไม่ติดมากนะ ok ดีค่ะ บนรถมีแจกข้าวกล่อง น้ำเปล่า ขนมขบเคี้ยว ตอนเช้าก็มีนมกล่อง กับขนมอีก 1 ห่อ ก็คุ้มกับราคา 651 บาทนะคะ เพราะรถดีมากเลย  ไปเช้าที่อาเขตประมาณ ตี 4 เศษๆ นั่งรอน้องออย กะรถส้ม ที่จะพาเราไปสู่อำเภอฝางอีก ราว ชั่วโมงนึง จากนั้นก็ไปนั่งทานโจ๊กที่ร้านโจ๊กสมเพชรกันก่อน

_MG_1256 มื้อแรกที่เชียงใหม่

_MG_1262 มาถึงฝางด้วยรถคันนี้ล่ะ เหมาไปส่งถึง อช.ผ้าห่มปกคิด 1700 บาทแน่ะ 

จากนั้นก็เริ่มเดินทางไปอำเภอฝางใช้เวลาราวๆ สามชั่วโมง แวะซื้อของกินกันสำหรับมื้อค่ำนี้ที่ตลาดก่อน (ก็เป็นจำพวก หมูทอด ไก่ทอด etc. แล้วก็ข้าวเหนียว) จากนั้นก็เดินทางเข้าอุทยาน ติดต่อรถที่จะพาเราไปยังจุดกางเต็นท์กิ่วลม (ชื่อกิ่วลมนี่มีหลายที่แฮะ) ใครจะเช่าเต็นท์ ถุงนอน เครื่องนอนต่างๆ ก็ติดต่อที่นี่เลยนะคะ หลังจากนั้นทานข้าวกลางวันก่อน แล้วก็ขึ้นดอย (จำราคาค่าเช่าไม่ได้แล้วค่ะ แต่ไม่แพงมากหรอก)

_MG_1297 มื้อกลางวันที่อุทยานแห่งชาติผ้าห่มปก _MG_1310 ในนี้มี น้ำพุร้อนด้วย พุ่งทุกครึ่งชั่วโมงค่ะ

โขยกเขยกตามทางมาได้ประมาณชั่วโมงเศษๆก็ถึงแล้ว จุดกางเต็นท์ เอาของลง ติดต่อเรื่องเต็นท์ (ไปดูๆว่านอนหลังไหน) ไปขนอุปกรณ์เครื่องนอนที่เช่าไว้ เท่านี้เอง หลังจากนี้ก็ตามอัธยาศัย ข้างบนนี้เนี่ย  พอแดดใกล้จะหมด ลมจะแรงมาก อากาศเย็นเจี๊ยบเลย ราวๆ 5 โมงเศษๆ ก็กินข้าวเย็นกันแล้ว ข้าวเหนียวกะหมูทอด เย็นชืดเลย แต่ก็กิน ไม่งั้นจะไม่มีกิน ต้องรีบกินด้วย เพราะถ้าช้ากว่านี้ ไม่มีแดด แล้วจะหนาวมากกกก จนไม่กล้าล้างหน้าล้างมือเลยล่ะ

_MG_1428 _MG_1453 _MG_1482 

บรรยากาศที่พัก และรอบๆ

แอบเห็นมีชาวบ้านเอา มาม่า กะข้าวไข่เจียวมาขาย เราเลยสั่งข้าวไว้ เผื่อตอนเช้าพรุ่งนี้ไปกินบนยอดดอย ข้าวไข่เจียวกล่องละ 40 บาท (แพงที่สุดเท่าที่เคยกินข้าวไข่เจียวมา) เอามาเก็บไว้ในเต็นท์ก่อน คืนนี้เข้านอนเกือบ  3 ทุ่มแน่ะ

_MG_1509 นอนในเต็นท์ใต้แสงจันทร์

ตี 3 ครึ่งของวันเลือกตั้งแล้ว ต้องตื่น เตรียมตัวขึ้นยอดดอยแล้ว (จากหนาวๆอยู่ กลายเป็นเริ่มร้อน) ระยะทาง 3. 5 กม. (ฟิตร่างกายกันดีๆนะ ชันเอาการอยู่) กว่าจะไปถึงก็ 6 โมงกว่าๆ ทันพระอาทิตย์ขึ้นพอดีเลย อากาศจริงๆคงเย็น แต่เราเดินมาหนื่อยแล้วอ่ะ เลยไม่หนาว มีแม่คะนิ้งบนใบไม้ด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายมา (ถ่ายแล้วแต่ ไม่ชัดเลยอ่ะ)

กินข้าวไข่เจียวที่เย็นชืดที่สุดเท่าที่เคยกินมา บนยอดดอยนั่นแหละ กว่าจะลงก็ 8 โมงเช้าแล้ว ก็มันขึ้นมาลำบากลำบนนัก เลยอยู่นานๆหน่อย ลงเป็นกลุ่มสุดท้ายเลย

blog2 blog1

ยอดดอยผ้าห่มปกค่ะ สูงอันดับ 2 เลยนะเนี่ย

ขาลงก็ชมนกชมไม้ ถ่ายรูปกันตามประสา กว่าจะถึงลานกางเต็นท์ก็ 11 โมงเศษแล้วเรา หาหนมปังหามาม่ากิน แล้วก็เก็บของ เตรียมตัวลงจากดอยด้วยรถคันเดิม (เท่าที่ถามๆดู คือพี่เค้าคงจะเป็นชาวเขา ชาวบ้านแถวๆนี้ล่ะ แล้วก็มารับจ้าง) ให้เค้าไปส่งที่ วัดอะไรนะ จำไม่ได้แล้ว ตรงทางขึ้นดอยอ่างขางค่ะ ต้องจ่ายตังค์ให้พี่เค้าเพิ่มอีกสามสี่ร้อยค่ะ (ค่ารถกระบะก็ 1600 บาทค่ะ ถ้าขาไปให้ไปรับที่ตลาดฝางก็เพิ่ม อีก 200 บาทค่ะ) สรุปเราจ่ายตังค์ให้พี่เค้าไป 2000 บาท

ไปถึงก็ติดต่อสองแถวขาว (จริงๆจะเหมารถคันเดิมจากผ้าห่มปกต่อเลยก็ได้นะคะ ไม่แพงกว่าหรอกค่ะ แต่บังเอิญว่ามันเป็นรถกระบะ ไม่มีหลังคา ไม่มีที่นั่ง เลยสู้ชีวิตไม่ไหว หารถสองแถวดีกว่า) ราคาตอนนี้ อยู่ที่ 1700 บาท เหมาไป รับส่ง แล้วก็พาเที่ยว 3 ที่ แต่ของพวกเราพิเศษหน่อย เพราะว่าวันรุ่งขึ้นต้องการอยู่นานกว่าปกติ (ปกติเค้าจะพาลงมาราวๆ 10 โมงเช้าค่ะ) ว่าจะลงมาตอนบ่ายสอง เค้าเลยขอคิดเพิ่ม เป็น 2000 บาท

ตกลงราคากันเรียบร้อย ก็เริ่มเดินทางขึ้นดอยอ่างขางกันตอน บ่ายสามกว่าๆ ถึงข้างบนก็สี่โมงเศษ คราวนี้ ได้นอนบ้านพักในโครงการ (ด้วยอุปการะคุณของคุณลุงน้องออย เพราะตอนโทรไปจองเองเค้าบอกว่าเต็มหมดแล้ว) แถมค่าที่พักเนี่ย เค้าบอกว่าแล้วแต่ศรัทธา มีตู้บริจาคอยู่ในบ้านค่ะ พวกเราก็หยอดไป 1000 บาท

ตามโปรแกรมของพี่รถขาว (สองแถวอ่ะ) เค้าต้องพาเที่ยวเย็นนี้เลยค่ะ แต่พวกเราไม่ไหวแล้ว ขอ อาบน้ำ กินข้าว แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันแล้วกันเนอะ พอ 6 โมงเย็น ก็เดินออกมาหน้าโครงการหลวง มีตลาดอยู่ค่ะ เลยหาข้าวทานกัน กับข้าวอร่อยมากๆเลยอ่ะ (จำชื่อร้านที่กินไม่ได้อ่ะ) ต่อด้วย มันเผา น้ำขิง แล้วก็ โรตี อร่อยทุกอย่าง สงสัยเพราะอากาศเย็นมาก ของร้อนๆเลยอร่อยทุกอย่างเลย จากนั้นก็เข้านอนแล้วค่ะ

ตี 5 ของวันจันทร์ เริ่มตื่นนอนกันแล้ว เพราะนัดพี่รถขาวเอาไว้ตอน 6 โมง ใช้เวลา 15 นาทีก็ถึงจุดชมวิวขอบด้ง แล้วค่ะ ตั้งกล้องกันหย่ายยยยย พระอาทิตย์ขึ้นช้าเหมือนกันแฮะ แถวนั้นมีโจ๊กเห็ดหอมด้วย อร่อยดี (เด๋วนี้มีหลายร้านให้เลือกเลย ตะก่อนไปมีเจ้าเดียวเอง) แปดโมงกว่า พวกเราก็จรลีแล้ว ไปชายแดนกัน ชื่อบ้านนอแล เก็บภาพอีกราวครึ่งชั่วโมงก็ลงมาที่ โครงการหลวงเที่ยวกันต่อแล้ว นัดพี่เค้ามารับตอน บ่ายสองเลย

blog3 พระอาทิตย์ขึ้นที่ขอบด้งค่ะ

blog4 ฝั่งพม่า ถ่ายจากบ้านนอแลค่ะ


ในโครงการหลวง ก็คงไม่พ้น ต้องมาที่สวนแปดสิบ มีกะหล่ำประดับเป็นพระเอกเลย เยอะมากๆ (อยากเอามาผัดน้ำมันหอยกินจริงๆ) ทานข้าวเที่ยงกันตรงสโมสร เลยค่ะ อาหารอร่อยจริงๆ ผักสดมากกกก จากนั้นก็เดินกันต่อไปด้านหน้าโครงการ ถนน สวยๆ ต้นไม้เยอะดีค่ะ มีหลายสีด้วย แล้วมาถึง สวนดอกท้อ (หลงนึกว่าดอกบ๊วยอยู่ตั้งนาน) แล้วก็แปลงกุหลาบ สุดท้ายที่เรือนกล้วยไม้ ที่นี่ มีขายของโครงการด้วยนะคะ อย่าลืมอุดหนุนกันด้วยล่ะ ของดีๆทั้งนั้น

blog5 ทิวทัศน์ระหว่างทางภายในโครงการหลวงฯ

 

blog6 ดอกท้อบานสวยเชียว

blog7 ลาเวนเดอร์ blog8 โคมญี่ปุ่น

ลงมาถึงตีนดอยตอน สามโมงเศษ หารถกลับเชียงใหม่ไม่ได้เลย รถประจำทางเต็มหมด เลยหารถปิกอัพเหมาเข้าเชียงใหม่ เรานั่งท้ายรถตามเคย หน้าดำ หัวกระจุย ตามเคย เฮ้ออออออ

หลังจากเดินทางจาก อ.ฝาง เข้าสู่ความเจริญที่ตัว