![]() |
|
Spaces home SiriPauLa . . . JooNKPhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
SiriPauLa . . . JooNK |
|||||||||||
|
May 23 hAppY BirThdAy 2 Uuuuu....วันที่ 23 พฤษภาคม 2551 เป็นวันเกิดครบรอบ 33 ขวบ ของใครคนนึง
เจ้าของวันเกิด มีความสุขมากๆนะ
นอกจากของขวัญแล้ว ก็มีเพลงที่อยากจะให้ฟังด้วยล่ะ
ได้รู้และได้ยิน ในข่าวร้ายบางอย่าง ได้รู้ทุกครั้ง ก็ยังห่วงใย ยิ่งได้รู้ รู้ว่าเธอไปกับเขาลำบาก ได้รู้ว่ารักเริ่มจะกลับกลาย ฉันขออย่าให้ซ้ำกันเลย ลงเอยกันด้วยดี
รักอยู่ที่ใด ทุกข์ใจอกเอ๋ย ขอจงลงเอย ด้วยดี....
April 29 ช่วงที่ดี..ที่สุด (ในชีวิต)เดินจับมือกัน ทุกข์สุขด้วยกัน ฉันไม่เคยลืมจากใจ
ยังคงเป็นดั่งเหมือนกับเมื่อวาน ฉันนั้นยังคงเก็บไว้
เป็นเพลงที่ฟังทุกครั้ง น้ำตาไหลทุกครั้ง ไม่ว่าจะฟังครั้งแรกหรือครั้งไหนๆ
ก็จะคิดถึงคนๆนึงอยู่ทุกๆครั้ง
March 19 กลับไปเยือน..เมืองน่านช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา วันที่ 7-10 (ไม่ใช่ 7-11 นะ) มีโอกาสได้กลับไปเยือนเมืองน่านอีกครั้ง หลังจากที่ได้ไปล่องแก่งที่ลำน้ำว้ามาเมื่อสามเดือนก่อน แล้วก็บอกกับตัวเองว่าต้องกลับมาที่น่านนี่อีกครั้งแน่ๆ เอาล่ะ เริ่มต้นเดินทางได้แล้ว
ได้เวลา ห้าโมงครึ่งแล้ว พวกเราออกเดินทางสู่จุดหมายปลายทางครั้งนี้คือจังหวัดน่าน ซึ่งกว่าจะถึงน่าน ก็ทุ่มกว่าๆแล้ว เริ่มหาที่พักโดยเริ่มจาก โรงแรมเทวราช ราคาคืนละ 700 บาท (ยังเห็นว่าแอบแพงอยู่) เดินเลยไปดูที่น่านฟ้า ซึ่งอยู่ข้างๆกันเป็นอาคารไม้ทั้งหลัง (ดูขลังเป็นบ้า) ก็ไม่ว่าง เราเลยไปที่ๆ คุณตุ๋ม แห่งน่านทัวร์ริ่ง (ใน tkt website) แนะนำมา คือ ภูฟ้าเพลส ราคาถูกใช้ได้เลย คืนละ 350 บาทเอง อยู่เลยเทวราชไป 500 เมตรได้ เราว่าสภาพห้องเค้าใหม่นะ เลยดูน่าอยู่ แต่ในห้องไม่มีหน้าต่างเลย ค่อนข้างอับนิดนึง (ดีว่าใหม่ไง เจ้าของบอกว่าเพิ่งเปิดมาได้ครึ่งปี) แต่ตัวห้องก็กว้างขวางดีนะ
หลังจาก เข้าที่พักแล้ว ไปหาอะไรกินแถวตลาดโต้รุ่ง (ตลาดเล็กมากเลยอ่ะ) แล้วก็กลับมาอาบน้ำนอนแว้ว เหนื่อย ว่าจะตื่นเร็วๆ แต่ก็เร็วสุดแค่ 7 โมง ตื่นกันแล้วก็ไปเดินที่ตลาดเช้ากัน เดินไม่ไกล เพราะตลาดเช้ามันอยู่ แถวๆโรงแรมเทวราช เดินออกมาจากที่พักเราแค่ ครึ่งกิโล เดินชิวๆ ดูว่าคนเมืองนี้เค้ากินอยู่ยังไง แล้วก็ซื้อของกินมาตุนกันเพียบเลย
ก่อนจะลงจากดอย ก็แวะที่ลานดูดาวดูพระอาทิตย์ลับแนวภูเขาก่อน
จากนั้นก็ต้องรีบบึ่งลงเขาก่อนที่จะมืดสนิท เพราะทางมันก็น่ากลัวใช่ย่อย กว่าจะลงไปถึงตัวอำเภอปัวเลยก็ทุ่มนึงแล้วล่ะ พอดีระหว่างทางโทรติดต่อที่พักแล้ว คืนนี้นอนที่ ชมพูภูคาคอร์เนอร์รีสอร์ท ทานข้าวเย็นที่นี่เลย วิวร้านอาหารสวยดีนะ สภาพที่พักก็พอใช้ได้ คืนละ 450 เอง มีอาหารเช้าให้ด้วยล่ะ
วันที่ 9
วันนี้ต้องรีบตื่นนิดนึง ลงมาทานอาหารเช้าตอน 7 โมง เสร็จแล้วก็ต้องรีบออกเดินทางแล้ว วันนี้เราจะไป ด่านชายแดนห้วยโก๋น ที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ์ โดยทางหลวงเบอร์ 1080 ผ่านอำเภอทุ่งช้าง จะบอกว่าเห็นระยะทางแค่ 70 กม. เป็นทางราบซักครึ่งทางแล้วก็เป็นทางภูเขาอีกแล้วครับ ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง ตลาดชายแดนที่นี่มีเฉพาะวันเสาร์ช่วงเช้า ถึง 10 โมงกว่าๆเท่านั้น ส่วนมากจะเป็นคนจากฝั่งลาว เอาของเล็กๆน้อยๆมาขาย ที่เห็นเยอะๆ จะมีผ้าฝ้าย เปลือกสน แล้วก็มาซื้อของใช้จากฝั่งไทยกลับไป
ตลาดที่นี่เล็กๆ ไม่ใหญ่โตอะไร พวกเราเดินกันซักชั่วโมงกว่าๆ ก็กลับ ขากลับก็กลับทางเดิม พอดีเที่ยงแล้วเลยไปแวะทานข้าวที่ร้านก๋วยเตี๋ยวต้นหูกวางที่อำเภอปัว (ใน tkt ร้านนี้ดัง) กินกาแฟเย็นด้วยล่ะ ก็อร่อยดีนะ
หน้าร้านเป็นแบบนี้นะ
จากนั้นก็หาที่แวะเที่ยวต่อ จริงๆอยากไปที่อื่น แต่ไอ้กานต์อยากไปวัดปรางค์ เพื่อดูต้นดิกเดียม ที่เค้าว่าเอามือไปลูบแล้วมันจะกระดิก (ไม่ลูบก็กระดิกอ่ะ ลมมันพัดไง) ก็แวะอยู่แป๊บนึง
ต้นนี้แหละ ต้นดิกเดียม
จากนั้นก็ออกจากอำเภอปัว เดินทางเข้าสู่อำเภอเมืองน่าน บังเอิญพอมีเวลาเหลือนิดหน่อย ระหว่างทางเลยลองแวะ ถ้ำผาตูบ ซักนิดนึง นี่นี่มีถ้ำเยอะมาก แต่เวลาไม่เอื้ออำนวย เลยเข้าแค่ห้องเดียว จริงๆแล้วทางเดินมันก็แอบลำบากนิดหน่อย ทางชัน กลัวว่าจะลงมาไม่ทันเลยแวะแค่ห้องเดียวก่อนนะ ใช้เวลาประมาณ ไม่ถึงชั่วโมงดี
ป้ายสวยนะเนี่ย เป็นวนอุทยาน
จากนั้นก็ออกเดินทาง เข้าตัวเมือง เพื่อไปนมัสการพระธาตุแช่แห้ง จริงๆก็จะแวะมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เวลาไม่พออ่ะ เลยมาแวะวันนี้แทน พระธาตุแช่แห้ง เป็นพระธาตุประจำปีกระต่าย แต่ในทริปนี้ไม่มีใครเกิดปีกระต่ายแฮะ
พระธาตุแช่แห้ง
ขอบอกว่ามาเจอของดีเมืองน่าน ที่นี่นี่เอง นั่นก็คือมะไฟจีน แวะซื้อแถวนี้แหละ ตอนแรกไม่คิดว่าอร่อย ม๊าซื้อมากินแก้เมารถ ขอบอกว่าอร่อยมากเลย ไม่รู้จะหาซื้อได้ที่ไหนอีก เสียดายจัง
สี่โมงนิดๆ เราก็ต้องออกเดินทาง จากพระธาตุแช่แห้งไปยังอำเภอนาน้อย ผ่านทางอำเภอเวียงสา โดยทางหลวงหมายเลข 101 แล้วก็เลี้ยวซ้ายไปทาง 1026 ไปอำเภอนาน้อย ซึ่งห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กิโล จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายอีกที ไปตามเส้นทางหมายเลข 1083 อีกประมาณ 18 กม. ก็จะถึง อช. ศรีน่าน ที่คืนนี้เราจะมาพักที่นี่กัน ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเหมือนกันนะเนี่ย จริงๆทีแรกกะจะนอนที่ดอยเสมอดาว แต่ท่าทางจะไม่สะดวกเท่าที่ทำการ บริเวณผาชู้ เพราะตรงนู้นไม่มีร้านอาหารอ่ะ เราต้องทานมื้อเย็นกันบนนี้ล่ะ จากนั้นก็จะมาโต้ลมหนาวกัน (ลมจริงๆคับ ลมแรงค่อตๆ) ที่ผาชู้ เพราะคืนนี้เรากางเต็นท์นอนที่นี่ล่ะ ขอบอกว่า ดาวสวยมากๆๆๆๆ ไม่เคยเห็นดาวเยอะและชัดขนาดนี้มาก่อนจริงๆ (แต่ลมแรงมากต้องรีบมุดเข้าเต็นท์) โชคดีที่ช่วงนี้ไม่ใช้เทศกาลคนที่มาพักที่นี่ไม่เยอะเท่าไหร่ ดีค่ะสงบดี ไม่พลุกพล่าน ห้องน้ำห้องท่าที่นี่ สะดวกดีเลยค่ะ ไฟฟ้าบริเวณที่กางเต็นท์ปิดตอน สี่ทุ่มครึ่ง แต่ไฟห้องน้ำเปิดตลอดคืนเลยค่ะ
หกโมงกว่าๆ ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกันหน้าเต็นท์เลยอ่ะ ไม่ต้องเดินไปไหนเลย แปรงฟันเสร็จก็ออกมาตั้งกล้อง ดีจังเลยอ่ะ
เปิดเต็นท์มาก็เจออย่างงี้เลย
เต็นท์ที่นอนกันมะคืนนี้
จากข้างบนนี้ จะมองเห็นลำน้ำว้าด้วยล่ะ วิวสวยมาก จนท. บอกว่าช่วงนี้มีฝน และลมแรง เลยไม่มีทะเลหมอก มีแต่หมอกฟุ้งๆ น่าเสียดายจัง ส่วนถ้าใครอยากปีนขึ้นยอดผาชู้ก็ได้นะ มีทางปีนขึ้น แต่สูงเอาการอยู่ ที่นี่เป็นที่ตั้งของเสาธงที่อยู่สูงสุดใน ประเทศไทยเลยนะ กว่าจะชักธงชาติขึ้นยอดเสาได้ ต้องร้องเพลงชาติตั้ง 12 รอบแน่ะ
ผาชู้ หรือผาเชิดชู
เตล็ดเตร็จเตร่ซักพักนึงก็ออกเดินทางกลับแล้ว เริ่มจาก ลงไปทานอาหารเช้าที่ อ.เวียงสาก่อนเลย ตอนแรกว่าจะกลับอีกทางแล้วล่ะ กะว่าจะไปทางนาหมื่น แล้วข้ามแพขนานยนต์ที่ปากนาย ไปอุตรดิตถ์ แต่ก็เปลี่ยนแผน เพราะป๊าอยากไปดูไม้ เราเลยต้องกลับทางเดียวกับที่มาเลยอ่ะ
กินข้าวเช้าเรียบร้อยแล้วก็เดินทางเข้าจังหวัดแพร่ ไปดูเสื้อหม้อห้อม ที่บ้านทุ่งโฮ้ง แล้วก็แวะดูงานไม้ที่ สูงเม่น จากนั้นก็ทานข้าวกลางวันที่เด่นชัย (กว่าจะได้กินเกือบบ่ายสองแน่ะ) เสร็จแล้วก็เดินทางต่อ แวะอุตรดิตถ์ไปไหว้พระยาพิชัยดาบหัก แล้วก็ดูดาบเหล็กน้ำพี้
พระยาพิชัยดาบหัก
ดาบเหล็กน้ำพี้
เกือบหกโมงเย็นแล้ว อยากแวะพิษณุโลก ไหว้พระพุทธชินราชด้วย ทริปนี้กว่าจะถึง กทม ตี 1 พอดีเลย เฮ้อเหนื่อย
พระพุทธชินราช
แม่น้ำน่าน
หมดไปอีก 1 ทริป จำไม่ได้ว่าหมดตังค์ไปเท่าไหร่ แต่ไม่แพงหรอก ที่พักแต่ละคืนก็ถูกแสนถูก ข้าวของก็ไม่ได้ซื้อไรเลย
สำหรับเมืองน่าน ก็ยังมีอะไรให้เที่ยวอีกเยอะนะ ดอยเยอะมาก ต้องถึกๆ เท่านั้นถึงจะมาปีนได้ ใครอยากไปก็ฟิตซ้อมร่างกายให้พร้อมก่อนไปเด้อ January 10 ทริปสุดท้ายปลายปี ที่ "เชียงใหม่"(reference มาจาก multiply นะคะ แบบว่าขี้เกียจพิมพ์ใหม่ค่ะ)
ตั้งใจจะไปเชียงรายแท้ๆ แต่ไหงกลายเป็นที่นี่ได้ก็ไม่รู้
เอาเป็นว่า วางแผนกันไว้ ว่าจะไปช่วงวันเลือกตั้ง (ไปเลือกกันมาล่วงหน้าแล้วนะ ไม่นอนหลับทับสิทธิ์แน่นอนค่ะ) แบบว่าตอนวางแผนอากาศที่ กทม ก็เย็นๆ คาดกันว่าที่นู่น คงจะหนาววววว น่าดูชม แต่เอาเข้าจริงเป็นช่วงที่มันไม่ได้หนาวมากมาย แต่ก็หนาวอยู่นา... เริ่มต้นเลยแล้วกัน จากนั้นก็เริ่มเดินทางไปอำเภ
โขยกเขยกตามทางมาได้ประมาณชั่วโมงเศษๆก็ถึงแล้ว จุดกางเต็นท์ เอาของลง ติดต่อเรื่องเต็นท์ (ไปดูๆว่านอนหลังไหน) ไปขนอุปกรณ์เครื่องนอนที่เช่าไว้ เท่านี้เอง หลังจากนี้ก็ตามอัธยาศัย ข้างบนนี้เนี่ย พอแดดใกล้จะหมด ลมจะแรงมาก อากาศเย็นเจี๊ยบเลย ราวๆ 5 โมงเศษๆ ก็กินข้าวเย็นกันแล้ว ข้าวเหนียวกะหมูทอด เย็นชืดเลย แต่ก็กิน ไม่งั้นจะไม่มีกิน ต้องรีบกินด้วย เพราะถ้าช้ากว่านี้ ไม่มีแดด แล้วจะหนาวมากกกก จนไม่กล้าล้างหน้าล้างมือเลยล่ะ บรรยากาศที่พัก และรอบๆ แอบเห็นมีชาวบ้านเอา มาม่า กะข้าวไข่เจียวมาขาย เราเลยสั่งข้าวไว้ เผื่อตอนเช้าพรุ่งนี้ไปกินบนยอดดอย ข้าวไข่เจียวกล่องละ 40 บาท (แพงที่สุดเท่าที่เคยกินข้าวไข่เจียวมา) เอามาเก็บไว้ในเต็นท์ก่อน คืนนี้เข้านอนเกือบ 3 ทุ่มแน่ะ ตี 3 ครึ่งของวันเลือกตั้งแล้ว ต้องตื่น เตรียมตัวขึ้นยอดดอยแล้ว (จากหนาวๆอยู่ กลายเป็นเริ่มร้อน) ระยะทาง 3. 5 กม. (ฟิตร่างกายกันดีๆนะ ชันเอาการอยู่) กว่าจะไปถึงก็ 6 โมงกว่าๆ ทันพระอาทิตย์ขึ้นพอดีเลย อากาศจริงๆคงเย็น แต่เราเดินมาหนื่อยแล้วอ่ะ เลยไม่หนาว มีแม่คะนิ้งบนใบไม้ด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายมา (ถ่ายแล้วแต่ ไม่ชัดเลยอ่ะ) ยอดดอยผ้าห่มปกค่ะ สูงอันดับ 2 เลยนะเนี่ย
ขาลงก็ชมนกชมไม้ ถ่ายรูปกันตามประสา กว่าจะถึงลานกางเต็นท์ก็ 11 โมงเศษแล้วเรา หาหนมปังหามาม่ากิน แล้วก็เก็บของ เตรียมตัวลงจากดอยด้วยรถคันเดิม (เท่าที่ถามๆดู คือพี่เค้าคงจะเป็นชาวเขา ชาวบ้านแถวๆนี้ล่ะ แล้วก็มารับจ้าง) ให้เค้าไปส่งที่ วัดอะไรนะ จำไม่ได้แล้ว ตรงทางขึ้นดอยอ่างขางค่ะ ต้องจ่ายตังค์ให้พี่เค้าเพิ่มอีกสามสี่ร้อยค่ะ (ค่ารถกระบะก็ 1600 บาทค่ะ ถ้าขาไปให้ไปรับที่ตลาดฝางก็เพิ่ม อีก 200 บาทค่ะ) สรุปเราจ่ายตังค์ให้พี่เค้าไป 2000 บาท
ไปถึงก็ติดต่อสองแถวขาว (จริงๆจะเหมารถคันเดิมจากผ้าห่มปกต่อเลยก็ได้นะคะ ไม่แพงกว่าหรอกค่ะ แต่บังเอิญว่ามันเป็นรถกระบะ ไม่มีหลังคา ไม่มีที่นั่ง เลยสู้ชีวิตไม่ไหว หารถสองแถวดีกว่า) ราคาตอนนี้ อยู่ที่ 1700 บาท เหมาไป รับส่ง แล้วก็พาเที่ยว 3 ที่ แต่ของพวกเราพิเศษหน่อย เพราะว่าวันรุ่งขึ้นต้องการอยู่นานกว่าปกติ (ปกติเค้าจะพาลงมาราวๆ 10 โมงเช้าค่ะ) ว่าจะลงมาตอนบ่ายสอง เค้าเลยขอคิดเพิ่ม เป็น 2000 บาท
ตกลงราคากันเรียบร้อย ก็เริ่มเดินทางขึ้นดอยอ่างขางกันตอน บ่ายสามกว่าๆ ถึงข้างบนก็สี่โมงเศษ คราวนี้ ได้นอนบ้านพักในโครงการ (ด้วยอุปการะคุณของคุณลุงน้องออย เพราะตอนโทรไปจองเองเค้าบอกว่าเต็มหมดแล้ว) แถมค่าที่พักเนี่ย เค้าบอกว่าแล้วแต่ศรัทธา มีตู้บริจาคอยู่ในบ้านค่ะ พวกเราก็หยอดไป 1000 บาท
ตามโปรแกรมของพี่รถขาว (สองแถวอ่ะ) เค้าต้องพาเที่ยวเย็นนี้เลยค่ะ แต่พวกเราไม่ไหวแล้ว ขอ อาบน้ำ กินข้าว แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันแล้วกันเนอะ พอ 6 โมงเย็น ก็เดินออกมาหน้าโครงการหลวง มีตลาดอยู่ค่ะ เลยหาข้าวทานกัน กับข้าวอร่อยมากๆเลยอ่ะ (จำชื่อร้านที่กินไม่ได้อ่ะ) ต่อด้วย มันเผา น้ำขิง แล้วก็ โรตี อร่อยทุกอย่าง สงสัยเพราะอากาศเย็นมาก ของร้อนๆเลยอร่อยทุกอย่างเลย จากนั้นก็เข้านอนแล้วค่ะ
ลงมาถึงตีนดอยตอน สามโมงเศษ หารถกลับเชียงใหม่ไม่ได้เลย รถประจำทางเต็มหมด เลยหารถปิกอัพเหมาเข้าเชียงใหม่ เรานั่งท้ายรถตามเคย หน้าดำ หัวกระจุย ตามเคย เฮ้ออออออ
หลังจากเดินทางจาก อ.ฝาง เข้าสู่ความเจริญที่ตัวเมืองเชียงใหม่แล้ว เราก็รีบเอาสัมภาระเข้าที่พัก แล้วอาบน้ำอาบท่ากันก่อน คราวนี้พักที่ pagoda inn (ชอบมากเลยอ่ะ อยู่ใน list ที่พักน่าอยู่แล้วล่ะ) ปล่อยให้กลุ่มที่กลับก่อน เค้าล้างหน้าล้างตา ไป airport กันก่อน (hiso กันจังหว่า)
| ||||||||||